Categories
ดูแลร่างกาย

เท้าเหม็น ปัญหาที่ไม่อยากเจอ

เท้าเหม็น
เท้าเหม็น

เท้า เป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายส่วนหนึ่งสำหรับการเคลื่อนไหว แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ หรือความใส่ใจในการดูแลมากเท่าไหร่ จนนำมาสู่ปัญหาของเรื่อง เท้าเหม็น ดังนั้น เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ สร้างความมั่นใจให้ตนเองเมื่อต้องออกไปพบปะสังสรรค์ับเพื่อนๆ หรือ การเข้าสังคมต่างๆ เราจึงควรหาวิธีธีในการดูแลเท้าไม่ให้มีกลิ่นกันนะคะ

สาเหตุที่ทำให้ เท้าเหม็น

เท้าหม็น  เกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นเท้า ก็มาจากแบคทีเรีย และเหงื่อที่ออกบริเวณเท้า ซึ่งบริเวณเท้าจะมีต่อมเหงื่อจำนวนมาก ที่ผลิตเหงื่อออกมาในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปด้วย และนอกจากนี้สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิด กลิ่นเท้า ก็ยังมีอีก นั่นก็คือการใส่รองเท้าหรือถุงเท้าที่ไม่สะอาด อับชื้น หรือใส่เป็นเวลานาน รวมถึงการใส่รองเท้าไปเดินลุยน้ำมาก ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุอีกเด้วย วิธีที่ทำให้เท้าไม่มีกลิ่น มีดังนี้ค่ะ

  1. หมั่นรักษาความสะอาดของเท้าเป็นประจำ
    วิธีการดูแลเท้า สามารถทำได้โดยใช้สบู่ถู และเช็ดให้แห้งทุกครั้ง หากใครที่มีกลิ่นเท้าแรงกว่าปกติ อาจจะใช้วัตถุดิบอื่นๆ ที่หาได้ง่ายอย่างเช่น เบคกิ้งโซดา ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ โดยผสมกับน้ำ แล้วแช่เท้านาน 20 นาที ทุกคืนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เป็นต้น
  2. ดูแลรักษาความสะอาดของรองเท้า
    การดูแลความสะอาดของรองเท้า สามารถทำได้ด้วยการนำรองเท้าไปตากแดด
    หรือทำการซัก อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย เลือกใส่รองเท้าระบายอากาศได้ดี หรือไม่คับจนเกินไป รวมถึงใส่ถุงเท้าคู่ใหม่ทุกวัน
  3. ลองใช้ผงระงับกลิ่นเท้า ซึ่งปัจจุบันที่ได้รับความนิยมก็ได้แก่ ผงระงับกลิ่นเท้า สเปรย์ฉีดเท้า เป็นต้น
  4. ใช้ยาที่ลด ความอับชื้น เช่น 20% Aluminium Chloride เป็นผงแป้ง ใช้วันละ 1 ถึง 2 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากยังคงมีเหงื่อออกมาก แพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการฉีด Botulinum Toxin ที่ฝ่าเท้า เพื่อระงับ สัญญาณที่มาจากสมองไปยังต่อมเหงื่อเพื่อให้ลดการสร้างเหงื่อที่เท้า โดยการรักษาด้วยวิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  5. ใช้ยาทาที่ช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย เช่น Clindamycin, Erythromycin เป็นต้น
  6. ใช้ยาที่ช่วยให้ผิวหนังลอกและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Benzoyl peroxide เป็นต้น

หากปล่อยไว้นาน จะเกิดโรคเกี่ยวกับเท้าได้

หากปล่อยให้มี กลิ่นเท้า อาจจะนำไปสู่การก่อให้เกิดโรค เท้าเหม็น (pitted keratolysis) ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ และพบมานานแล้วโดยประมาณ 90 ปี และพบบ่อยที่สุดในผู้ที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำในหน้าฝน เมื่อผิวหนังชั้นขี้ไคลของฝ่าเท้าเปียกชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จน เกิด ความอับชื้น และทำให้ผิวหนังยุ่ยและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย

Categories
เกร็ดความรู้

ทำไมต้องเป็น ร้อนใน นะ

ร้อนใน
ร้อนใน

ร้อนใน มีลักษณะเป็นแผลขนาดเล็กและตื้น มีสีเหลืองหรือขาวล้อมรอบด้วยสีแดง เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากหรือเหงือก บางรายก็พบว่าเกิดขึ้นบริเวณด้านในริมฝีปาก แก้มหรือลิ้น เป็นแผล ทำให้เกิดความเจ็บและรับประทานอาหารหรือพูดคุยได้ลำบาก บางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลืองบวม เป็นไข้ หรือรู้สึกไม่สบาย เป็นต้น

อาการ ร้อนใน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุของการเกิดแผล ร้อนใน ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่พบว่โอกาสที่จะเป็นแผลร้อนในจะเพิ่มมากขึ้นหากพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวมักเป็นแผลร้อนใน ซึ่งอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือปัจจัยทาง สภาพแวดล้อม ที่เหมือนกัน เช่น เกิดจากสารก่อ ภูมิแพ้ หรืออาหารบางชนิด รวมไปถึงสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดแผลร้อนใน ได้แก่

  1. การตอบสนองต่อแบคทีเรียในปาก
  2. เชื้อไวรัส
  3. เกิดการบาดเจ็บที่ปาก
  4. เกิดจากความเครียด
  5. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  6. มีประจำเดือน
  7. มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
  8. การแพ้อาหาร หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุ
  9. มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  10. เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน
  11. ขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ

สำหรับอาการเจ็บแผลร้อนในจะเป็นมากในช่วง 2-3 วันแรก ในช่วงนี้ผู้ป่วยจากอาการเริ่มแรกจะมีความรู้สึกเจ็บ ปวด และแสบที่บริเวณแผลมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลารับประทานอาหาร หากเป็นอาหารรสเผ็ดและเปรี้ยวจัดยิ่งทำให้เจ็บและแสบมาก หากมีแผลที่มีขนาดใหญ่ก็อาจจะทำให้มีความรู้สึกเจ็บมากจนไม่สามารถกลืน หรือพูดได้อย่างสะดวกเหมือนปกติ แต่เมื่อแผลเริ่มมีอาการดีขึ้น ขนาดของแผลก็จะมีขนาดเล็กลง ตามปกติแล้วผู้ป่วยจะไม่เป็นไข้ และไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร รวมทั้งไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย แต่หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

วิธีป้องกัน

วิธีป้องกันอาการ ร้อนใน ที่นอกจากการเฝ้าระวังเรื่อง สภาพแวดล้อม หรือการเกิด ภูมิแพ้ แล้ว สามารถทำได้ ดังนี้

  1. หมั่นดูแลสุขอนามัยภายในช่องปาก
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก อาหารที่มีรสจัด เค็มจัด หรือผลไม้ที่มีกรดในปริมาณมาก
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้
  4. แปรงฟันหลังรับประทานอาหารแต่ละมื้อเป็นประจำ หรือใช้ไหมขัดฟันวันละครั้งก็จะสามารถช่วยทำให้ช่องปากสะอาด และไม่มีเศษอาหารหลงเหลือที่อาจไปกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนในได้ 
  5. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียม ลอริล ซัลเฟต อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งด้วย
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ
  7. หลีกเลี่ยงความเครียด หรือรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียดอย่างเหมาะสม
  8. รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ผักผลไม้ และธัญพืช เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและแร่ธาตุในร่างกาย 
Categories
เกร็ดความรู้

ถนอมสายตา ให้มีประสิทธิภาพที่ดี

วิธีดูแลสายตา-ให้แข็งแรงและสดใสอยู่เสมอ
วิธีดูแลสายตา-ให้แข็งแรงและสดใสอยู่เสมอ
ถนอมสายตา เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าและเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลเป็นพิเศษ อย่างถูกวิธีจะช่วยให้สายตาแข็งแรง และสดใส ด้วยเคล็บลับต่างๆ ดังนี้

วิธี ถนอมสายตา ง่ายๆ ดังนี้

การดูแล ถนอมสายตา สามารถทำได้ ดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน
    ซึ่งแหล่งสารอาหารที่ดีต่อ สุขภาพดวงตา เช่น ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก ธัญพืช ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท เป็นต้น
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมี ปัญหาสายตา ในอนาคต
  3. ดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด
    ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age-Related Macular Degeneration: AMD) และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ 
  4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
    การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตาและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุได้
  5. ปกป้องดวงตาจากแสงแดด
    แสงแดดสามารถทำร้ายดวงตาได้เช่นเดียวกับผิวหนังของเรา และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหรืออยู่กลางแจ้งจึงไม่ควรปล่อยให้สายตาโดนแสงแดดโดยตรง
  6. พักสายตาจากหน้าจอ
    การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็นได้ชัดเจนไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อย ๆ ลุกไปเดิน แต่ไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือถืออุปกรณ์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี นั่งในท่าที่ถูกต้อง และกะระยะคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว

วิตามิน และเกลือแร่บำรุงสายตา

การได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างครบถ้วน อาจจะช่วยให้การทำงานของดวงตาเป็นไปตามปกติป้องกัน ปัญหาสายตา ป้องกันการเกิดโรคของดวงตา เพื่อให้ สุขภาพดวงตา ป็นไปในทางที่ดี และ ถนอมสายตา ได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มีดังนี้

  1. วิตามินเอ ช่วยบำรุงจอตาหรือจอประสาทตาให้ทำงานเป็นปกติ มีสุขภาพดี สามารถผลิตน้ำตาที่ใช้หล่อลื่นภายในดวงตาให้ชุ่มชื้น และช่วยยับยั้งโรคทางสายตาอื่นๆ
  2. วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) จะช่วยควบคุมปฏิกิริยาทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ และการรีดักชัน (Reduction) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงช่วยรักษาระดับของวิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 ให้เพียงพอ การขาดวิตามินบี 2 จะทำให้เกิดโรคต้อกระจกและผิวหนังเปลี่ยนแปลงไป 
  3. วิตามินซี มีความสำคัญหลายอย่างต่อร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก และกล้ามเนื้อ รวมไปถึงอาจลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก หรือโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ 
  4. วิตามินดี ส่วนใหญ่ได้มาจากการเปลี่ยนสารคอเลสเตอรอลใต้ผิวหนังที่ชื่อว่า 7-dehydrocholesterol ให้กลายเป็นวิตามินดีเมื่อผิวหนังโดนแสงแดด ซึ่งวิตามินดีมีส่วนช่วยในกระบวนการสำคัญหลายอย่างของร่างกาย หากร่างกายขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดโรคต้อกระจก อาการตาแดง (Pinkeye) โรคกระจกตาย้วยหรือโป่งพอง (Keratoconus)
  5. วิตามินอี สามารถพบได้ในกระจกตาและเลนส์แก้วตาเช่นเดียวกับวิตามินซี ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคต้อกระจก โรคจอตาเสื่อม และช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
  6. เกลือแร่และแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อดวงตาและเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคทางดวงตา เช่น สังกะสี (Zinc) พบมากในชีส โยเกิร์ต เนื้อสัตว์สีแดง อาหารบางชนิดที่มีการเติมสังกะสีเสริมลงไป 

 

Categories
เกร็ดความรู้

ตาเขม่น สัญญาอันตรายของปัญหาสุขภาพ

ตาเขม่น
ตาเขม่น

เราคงเคยได้ยินความเชื่อเรื่อง ตาเขม่น กันใช่ไหมคะ ซึ่งความเชื่อนั้นก็มีมากมาย บ้างเชื่อว่า “ถ้าเขม่นด้านขวา จะมีเรื่องราวไม่ดีเกิดขึ้น” แต่ “ถ้าเขม่นด้านซ้าย จะมีเรื่องราวดีๆ” นั่นก็ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ประเด็นที่เราจะมากล่าวกันในวันนี้ จะเรื่องของสุขภาพที่เกี่ยวกับการเขม่นของตานั่นเองค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ ตาเขม่น

ตาเขม่น เป็นอาการที่มีการกระตุกเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตา ซึ่งเป็นได้ทั้งเปลือกตาล่างและเปลือกตาบน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นที่เปลือกตาด้านบน โดยปกติการกระตุกเกร็งของเปลือกตานั้นจะไม่รุนแรงเท่าไหร่ ซึ่งอาการ ตากระตุก ส่วนใหญ่เกิดจากการนำไฟฟ้าของกระแสประสาทจากสมองมาที่กล้ามเนื้อเปลือกตา ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า อาการนี้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่ก็มีสาเหตุร่วมที่สามารถอธิบายได้ ดังนี้

  1. เกิดจากภาวะเครียด
    หากเกิดความเครียด ร่างกายจะตอบสนอง เนื่องจากความเครียดมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางตัว ซึ่งฮอร์โมนเองก็ส่งผลต่อกล้ามเนื้อได้โดยตรงนั่นเอง
  2. การนอนหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
    บางคนกลับใช้เวลากลางคืนในการทำงาน หรืออ่านหนังสือ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อตาต้องใช้งานมากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้า และทำให้เปลือกตากระตุก
  3. เกิดจากภาวะตาแห้ง
    หากมีอาการตาแห้ง ก็จะทำให้เกิดอาการกระตุกตามมา
  4. ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด
    การที่ร่างกายได้รับวิตามินไม่เพียงพอ เช่น วิตามินบี 12 ก็จะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทมีปัญหาและเกิดอาการกระตุกขึ้นนั่นเอง
  5. การกระตุกสามารถเกิดจากโรคภูมิแพ้ได้
    เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องต่อการเกิดอาการตาแห้ง และคันได้ ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลกระตุ้นต่อการเกิดอาการตากระตุกได้

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการกระตุก

วิธีป้องกันปัญหา ตาเขม่น หรือ ตากระตุก นั้นไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลแบบตายตัว เพราะหลายครั้งอาการกระตุกมักเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ทันตัว แต่ก็สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง หรือสามารถรักษาตนเองจากอาการกระตุกได้ ดังนี้

  1. เมื่อเกิดอาการตากระตุก การเลือกประคบร้อนและประคบเย็นสามารถที่จะช่วยบรรเทาอาการตากระตุกได้ ใช้ระยะเวลาเพียง 10 นาที
  2. นวดบริเวณตา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยใช้การนวดกดจุดบริเวณรอบดวงตา
  3. หาก นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ควรปรับเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  4. พยายามกำจัดความเครียด โดยใช้กิจกรรมผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ ดูรายการบันเทิง เป็นต้น

อาการกระตุกกของตา แม้จะไม่ใช่อาการที่ไม่อันตราย แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่มีปัญหานี้ได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการกระตุก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการดังกล่าวค่ะ

 

Categories
ดูแลร่างกาย

ดูแลหุ่นให้ฟิตฉบับไม่พึ่ง ยาลดน้ำหนัก

ดูแลหุ่นให้ฟิตฉบับไม่พึ่งยาลดน้ำหนัก
ดูแลหุ่นให้ฟิตฉบับไม่พึ่งยาลดน้ำหนัก

การดูแลสุขภาพให้ดี นอกจากแข็งแรงแล้ว หุ่นก็เป็นเรื่องสำคัญ ทุกวันนี้สาวๆ คนไหนที่ผอม จะกลายเป็นคนที่น่าอิจฉามากเลยทีเดียว ยิ่งหากไม่ใช้ ยาลดน้ำหนัก ยิ่งเป็นที่น่าชื่นชม เพราะสุขภาพดี ผอม สามารถทำได้ด้วยวิธีอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการรับสารอันตรายที่ส่งผลต่อสุขภาพ จากยาเหล่านั้น

อันตรายจาก ยาลดน้ำหนัก

ความฝันของผู้หญิงหลายๆ คนคือการอยาก หุ่นดี เพราะเชื่อว่า ถ้ามีหุ่นที่สวยก็สามารถสวมใส่เสื้อผ้าได้หลายหลาย และดูดีอีกด้วย สาเหตุนี้จึงทำให้หลายคนต้องหาวิถีทางทำให้ตัวเองไม่ อ้วน บางคนเลือกที่จะดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลงกาย แต่ก็มีอีกหลายคนที่เลือกใช้ ยาลดความน้ำหนัก ซึ่ง ยาลดความอ้วน นี้ มีสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเยอะมาก มาดูกันเลยดีกว่า ว่าสารต่างๆ มีอะไรบ้าง และส่งผลอย่างไรบ้าง

  1. สารไซบูทรามีน เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่ง ฤทธิ์ของสารนี้จะทำหน้าที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย และทำให้ผอมด้วยการเผาผลาญไขมันที่สะสมตามร่างกาย แต่มีผลเสียคือ สารนี้เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อรับประทาน ยาลดความอ้วน ที่มีสารนี้เข้าไปจะทำให้ร่างกายต้องการยาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อฝ่อ จนอาจทำให้เป็นอัมพาตได้
  2. สารที่ทำหน้าที่เสมือนยาขับปัสสาวะ ซึ่งสารนี้จะมีหน้าที่ขับนำในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง แต่สารนี้นอกจากขับน้ำออกไปแล้วยังขับแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายออกไปด้วย จึงส่งผลลบต่อสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจและสมอง
  3. เฟนเทอร์มีน เป็นสารที่มีฤทธิ์อันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร จึงทำให้รู้สึกหิวน้อยลง แต่สารนี้มีผลต่อการนอนหลับ เพราะทำให้นอนหลับยาก, ปวดศีรษะ หรือ เกิดภาพหลอนได้

 

วิธีผอมง่ายๆ ไม่อันตรายต่อสุขภาพ

สำหรับวิธีดูแลสุขภาพ สาวๆ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องทาน ยาลดน้ำหนัก และไม่มีผลอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  1. รับประทานอาหารเช้า เพราะสาเหตุที่ทำให้ อ้วน เกิดจากการกินบ่อย เนื่องจากหิวบ่อย ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าจะช่วยทำให้ลดอาการหิวในช่วงระหว่างวันได้ 
  2. งดอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูง หรือ อาหารจำพวกที่มีไขมันสูง และรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผักใบเขียว และผลไม้ เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายนั่นเอง
  3. ดื่มน้ำสะอาด และปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน เพราะน้ำจะช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้เป็นอย่างดี
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 -5 ครั้ง และไม่หักโหมจนเกินไป เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกได้อย่างรวดเร็ว

การมีแพชชั่นส่งผลต่อสุขภาพที่ดีได้

อยาก หุ่นดี ฉบับไม่พึ่ง ยาลดน้ำหนัก เป้าหมายและการมีแพชชั่นที่จะสุขภาพดี ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่นการบอกกับตัวเองในทุกๆ วันว่า “วันนี้ฉันจะดูแลหุ่นฉัน” “ฉันต้องออกกำลังกายให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง”, “ฉันต้องวิ่งลดความ อ้วน รอบสนามฟุตบอล 5 รอบ” เป็นต้น 
ถ้าปฏิบัติตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เชื่อว่าน้ำหนักต้องลดลง และรับรองว่าสุขภาพดีแน่นอน

Categories
เกร็ดความรู้

การ ดูแลสายตา ให้ไม่เป็นคนสายตาเสีย

ดูแลสายตาถนอมสายตา
ดูแลสายตาถนอมสายตา

ตาของคนเรามีความละเอียดอ่อนและต้องการดูแล ในการดำเนินชีวิตประจำวันมีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ที่ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าและเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย การ ดูแลสายตา อย่างถูกวิธีจะช่วยถนอมสายตาให้แข็งแรงและสดใสอยู่กับคุณไปนานเท่านานด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ต่อไปนี้

วิธี ดูแลสายตา ให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพสายตาที่ดี

หากคุณเป็นผู้ที่ทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันส่งผลเสียต่อสายตา เรามีวิธี ดูแลสายตา มาแนะนำค่ะ มีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

  1. หากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ พักสายตา หน้าคอมพ์ ทุกๆ 1 ชั่วโมง หลังจากทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เราควรพักสายตาบ้าง อาจะเป็นการเดินออกไปพักสายตา หรือหลับตาหน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 5-10 นาที
  2. หยอดน้ำตาเทียม เนื่องจากเราจ้องเพ่งคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้อัตราการกระพริบตาเราลดง ส่งผลให้ตาเราแห้ง ควรหยอดน้ำตาเทียม วันละ 6-7 ครั้ง ทุกๆ 4 ชั่วโมง
  3. ปรับขนาดตัวหนังสือของระบบคอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสมกับการมองเห็นของดวงตาของเรา เพื่อที่ดวงตาจะได้ไม่ต้องเพ่งจนมากเกินไป
  4. ปรับแสงจากจอคอม ที่จ้าเกินไปควรปรับลดลง แสงที่จ้าเกินไปมันจะทำให้สายตาทำงานหนัก
  5. ใส่แว่นกันรังสีจากคอมพิวเตอร์
  6. ใช้เจลประคบตา ร้อน-เย็น ช่วย ถนอมดวงตา และช่วยคลายเครียดได้ นอกจากนี้ยังลดรอยหมองคล้ำรอบขอบดวงตา เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้สายตามากเกินไปอีกด้วย
  7. ใช้ผ้าขนหนูนชุบน้ำอุ่นประคบตา เวลาตื่นเช้าและก่อนนอน ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ในอุณหภูมิประมาณ 40 องศา แล้วนำมาประคบบริเวณดวงตา  เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลาย บรรเทาความเหนื่อยล้าของดวงตา หลังจากที่ใช้สายตาอย่างหนักทั้งวัน

การออกกำลังกายตาก็ช่วยได้

หลายคนอาจสงสัยว่าตาของเรา สามารถออกกำลังกายได้ด้วยหรือ? บอกได้เลยว่าสามารถทำได้ ก็เหมือนๆ กับที่เราอยากมีหน้าท้องที่แข็งแรงก็ต้องซิทอัพใช่ไหมล่ะ ในการ ดูแลสายตา ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้ดวงตาคู่นี้แข็งแรงก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทำได้ง่ายๆ โดยการกรอกตาขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา สลับกันช้าๆ เซ็ตละ 6 ครั้ง รวมไปถึงกรอกตาวนซ้ายและวนขวาเซ็ตละ 10 ครั้ง  ทั้งหมดนี้ควรทำ 2 – 3 เซ็ตต่อวันก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้การที่เรามองออกไปที่ระยะ 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาทีทุกๆ 20 นาที ก็ถือว่าเป็นการ พักสายตา แถมยังช่วยลดอาการเมื่อยล้าของสายตา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีที่จะช่วย ถนอมดวงตา ได้อีกด้วยนะคะ หรือ การเลือกอาหารการกิน ก็มีส่วนช่วยให้การบำรุงและถนอมสายตาของคนเราได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น แซลมอน ทูน่า ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง มะม่วงสุกและมะละกอ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นการช่วยถนอมสายตาและอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้ดีที่สุดค่ะ

Categories
เกร็ดความรู้

ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย

ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย
ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย

หากจะพูดถึงเซลลูไลท์ สาวๆ คนไหนก็คงไม่โอเค เพราะเซลลูไลท์ หรือ ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย วันนี้เรามีทริคง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพื่อ ผิวกระชับ เนียนสวย มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง

วิธีปั้น ผิวกระชับ ง่ายๆ 

หากสาวๆ ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าโชว์เรือนร่าง ต้องคอยปกปิดเอาไว้อยู่ตลอดเวลา แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าคุณสามารถลดปริมาณเซลลูไลท์ได้ด้วยตัวเอง มาดูวิธี ผิวกระชับ กันเถอะ

4.ดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำสามาระกระชับผิวได้
น้ำเปล่าธรรมดาที่เราดื่มกันเป็นประจำ เป็นตัวช่วยที่ดีอย่างมากต่อการลดเซลลูไลท์ เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ผิวห่างไกลจากความหย่อนคล้อย ดังนั้น ลองเปลี่ยนจากน้ำอัดลม น้ำหวาน มาดื่มเป็นน้ำเปล่าให้มากๆ แทน ก็จะช่วยทำให้ ผิวพรรณอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน เมื่อผิวไม่แห้งกร้าน ก็จะทำให้เรือนร่างของคุณกระชับ และห่างไกลริ้่วรอยที่เกิดจากเซลลูไลท์ได้นั่นเอง

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย ถือเป็นทางลัดในการทำให้สาวๆ ที่ประสบปัญหาของผิวเปลือกส้ม และความหย่อนคล้อยจากเซลลูไลท์ เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ดีที่สุด โดยวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับการลดปริมาณเซลลูไลท์ก็คือ คาร์ดิโอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เดินเร็ว กระโดดเชือก ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน กิจกรรมเหล่านี้หากทำต่อเนื่องกันในระยะเวลาที่เหมาะสม วันละ 30-45 นาที ติดต่อกัน 3-4 วันต่อสัปดาห์ ก็จะทำให้เซลลูไลท์ที่คอยกวนใจลดลงไดh

2.ขัดผิว
ในขณะที่อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย ลองหมั่นหันมาขัดผิวบ้าง ก็ถือเป็นการช่วยลดปริมาณเซลลูไลท์ได้ เพราะการขัดผิวนั้นจะช่วยทำให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเลือดลมไหลเวียนสะดวก ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณต่างๆ ก็จะสลายลงไป โดยวิธีขัดผิวที่เหมาะสมก็คือ ใช้ สครับ ที่มีส่วนผสมของกากกาแฟผสมกับน้ำมันอุ่นๆ ขัดนวดบนเรือนร่างจากด้านล่างไล่ขึ้นมาด้านบน โดยทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

1.ดูแลผิวด้วยครีมบำรุง
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความเรียบเนียนให้กับผิวพรรณ ก็คือการใช้ครีมบำรุงมาเป็นตัวช่วย โดยสาวๆ ควรเลือกครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ให้ความชุ่มชื้น เพราะครีมบำรุงที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว จะช่วยทำให้ผิวพรรณที่มีความแห้งกร้าน แตกลายเป็นผิวเปลือกส้ม แลดูกระชับและเรียบเนียนขึ้นได้ซึ่งวิธีในการทาครีมที่ถูกต้องนั้น ควรทาครีมลงบนผิวและนวดไปด้วย การนวดผิวบริเวณนั้นจะช่วยทำให้เนื้อครีมซึมลงสู่ผิวง่ายขึ้น และทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยเผาผลาญไขมันในส่วนนั้นๆ ให้สลายลงไปได้ด้วย

ลองทำดูแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

 4 ทริค ผิวกระชับ ได้ง่ายๆ เพื่อเป็นการลดปริมาณเซลลูไลท์ บนเรือนร่างของสาวๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่สาวๆ มีวินัยในการบำรุงผิว หรือทำ สครับ อย่างเป็นประจำ และที่สำคัญ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ ผิวพรรณอิ่มน้ำ และให้ผิวแลดูเปล่งปลั่ง

Categories
อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อยากมีกล้ามห้ามพลาดนะ

กล้าม สร้างกล้าม
กล้าม สร้างกล้าม

การออกกำลังกาย สำหรับแต่ละคนมีจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป บางคนออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน แต่สำหรับบางคนก็ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อจะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มความอึดในการใช้กำลังกายมากขึ้น และกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ยังช่วยรองรับข้อต่อไม่ให้รับแรงมากเกินไป รวมถึงอาการเคล็ดขัดยอก แต่การออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อการสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้นต้องรับประทาน อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ด้วย 

อยากมีกล้ามสวย ห้ามพลาด กับ อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ มีดังนี้

  1. ปลาแซลมอน
    อีกหนึ่ง อาหารลดน้ำหนัก ที่ดี และเสริมกล้ามเนื้อได้ดี เพราะเป็นแหล่ง โปรตีน ชั้นดี มีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังเป็นปลาที่มีไขมันเยอะมาก โดยเฉพาะไขมันดี ทานแล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณ HDL ในเลือด ซึ่งมีผลไปช่วยลดปริมาณไขมันชนิดไม่ดี LDL ได้อีกด้วย

  2. หมูเนื้อแดงไม่ติดมัน
    เนื้อหมูเป็นอาหารที่ย่อยยาก ซึ่งกระเพาะต้องใช้เวลานานในการย่อย ทำให้อิ่มท้องและอยู่ท้องได้นาน จึงช่วยลดการทานจุบจิบลงได้ และโปรตีนจากเนื้อหมูยังเป็นตัวช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี แต่ควรเลือกทานหมูเนื้อแดงแบบไม่ติดมัน เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของแคลอรี ดีต่อคนลดน้ำหนักอีกด้วย

  3. ไข่ไก่
    เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีทั้งวิตามินและสารอาหาร อีกทั้งยังเป็นแหล่งของโปรตีนที่ร่างกายนำมาใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อหลังจากที่ออกกำลังกาย และมีแคลอรี่ต่ำ หากทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่ทำให้อ้วนขึ้น โดยเฉพาะไข่ต้ม เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดหุ่นอย่างยิ่ง

  4. ชีส
    มีโปรตีนเคซีนสูง โดยจะช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และยังมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ การทานแต่พอดีก็จะไม่ทำให้อ้วนขึ้น แต่หากไม่ชอบชีสก็สามารถดื่มนมไขมันต่ำแทนได้

  5. ผักโขม
    เป็นผักที่มีส่วนช่วยในการรักษากล้ามเนื้อ เพราะมีแร่ธาตุและสารอาหารมากมายที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นผักที่มีธาตุเหล็กสูง และที่สำคัญผักโขมยังมีกลูตามีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยกลูตามีนที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่า 60% จะอยู่ในเซลล์ต่างๆ ของกล้ามเนื้อ

กินอาหารเหล่านี้แล้ว ควรทำอย่างไรต่อ 

นอกจากการทาน อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่ง นอกจากนี้แล้วอาหารต่างๆ ยังเป็น อาหารลดน้ำหนัก ที่อุดมไปด้วย โปรตีน เราควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อเป็นการเตรียมไฮโดรเจนหรือเพิ่มความรู้สึกชุ่มชื้น ซึ่งสามารถซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ เรายังคงสามารถดื่มกาแฟได้ เนื่องจากกาแฟเป็นยาขับปัสสาวะอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นเดียวกัน

Categories
ดูแลร่างกาย

ดูแลรักษาฟื้นฟู ผิวหน้าไหม้

ผิวหน้า ผิวหน้าไหม้
ผิวหน้า ผิวหน้าไหม้

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แดดประเทศไทยร้อนยิ่งกว่าอะไร นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ผิวหน้าไหม้ แน่นอนว่าเมื่อผิวไหม้ไปแล้ว เราก็ต้องหาวิธีการเพื่อกู้ผิวให้กลับมาดูดีอีกครั้ง

6 วิธีแก้ปัญหา ผิวหน้าไหม้

วิธีกู้ ผิวหน้าไหม้ ดังที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ มี 6 วิธีด้วยกันค่ะ

  1. กู้ผิวหน้าด้วยน้ำนม
    การใช้น้ำนม เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก โดยสามารถทำตามได้ไม่ยาก เป็นอีกวิธีในการนำคุณประโยชน์ของนมมาใช้ โดยการน้ำนมจืดแช่เย็น เทลงภาชนะแล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำนมหรือเม็ดมาส์กมาแช่ไว้จากนั้นก็ทำการมาส์กหรือประคบจุดที่มีอาการไหม้ หรือลอกประมาณ 15-20 นาที จะช่วยลดอาการแสบไหม้บนใบหน้า แลช่วยฟื้นฟูการ ซ่อมแซมผิว อีกด้วย
  2. ลดอาการแสบร้อนด้วยถุงชา
    ถุงชา ถือเป็นวิธีที่แปลกแต่ก็ได้ผลจริงๆนะคะ สำหรับสาวๆ ที่ชอบดื่มชาอย่าพึ่งทิ้งถุงชากัน เพราะถุงชาเป็นอีกวิธีกู้หน้าได้ดีเลยทีเดียว โดยการน้ำถุงชาไปแช่ในน้ำเย็นๆแล้วนำมาวางจุดที่ผิวมีอาการแสบร้อน บวมแดงจากแดดทิ้งไว้ 10-15นาที จะช่วยให้อาการดีขึ้น
  3. คืนผิวสวยด้วยน้ำผึ้ง
    น้ำผึ้ง เป็นอีกสิ่งที่มีคุณประโยชน์รอบด้าน แถมเป็นส่วนผสมของหลายๆ ศาสตร์แห่งความงาม วิธีที่เราจะแนะนำวันนี้ก็เป็นอีกเคล็บลับง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งยากเลย โดยการนำน้ำผึ้งมาทาไว้ทั่วใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณที่ลอกหรือไหม้ น้ำผึ้งจะช่วยฟื้นฟูทำให้เซลล์ผิวที่ถูกทำลายกลับมาสดใส แถมยังทำให้หน้าชุ่มชื่นอีกด้วย
  4. ลดอาการบวมด้วยแตงกวา
    วิธีสุดท้ายที่เราอยากแนะนำวันนี้ เป็นอีกวิธีจากธรรมชาติกับการนำแตงกวามาหั่นเป็นแว่นบางๆ จากนั่นนำมาวางทั่วใบหน้าที่มีอาการ ผิวลอก จากแดด เพราะความเย็นจากแตงกวาจะลดอาการผิวไหม้ได้
  5. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์
    เมื่อผิวหน้าของเราต้องเจอความร้อนจากแสงแดดนานๆ อาจทำให้ผิวของเราสูญเสียความชุ่มชื้นไปได้ ดังนั้นเราควรเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวของเรา ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ อาจเป็นครีมบำรุงหรือโลชั่นก็ได้ ทาเป็นประจำรับรองผิวกลับมาใสเด้งแน่นอน
  6. ว่านหางจระเข้คุณค่าจากธรรมชาติ
    ถือเป็นไอเท่มฮอตฮิตในเวลานี้ของสาวๆ หลายคนเลยทีเดียว เพราะว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรที่เราคุ้นเคยกันดีในเรื่องการบำรุงผิว แต่สิ่งสาวๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนคือนอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้ว ว่านหางจระเข้ยังสามารถรักษาอารการแสบร้อนจากหน้าไหม้ได้นะเออ โดยการขูดเอาวุ้นในว่านหางจระเข้มาทาบริเวณผิวหน้าสัก 1 ชั่วโมงแล้วล้างออก หรือเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ก็ช่วยได้ ง่ายแถมสะดวกแบบนี้ดีงามสุดๆ

สิ่งที่ห้ามทำหลังถูกแดดเผา

นอกจาก 6 วิธีสำหรับการกู้ ผิวหน้าไหม้ ที่กล่าวมาด้านบนแล้ว ห้ามแกะ เกา ผิวไหม้ ผิวลอกเด็ดขาด แม้ว่ามันจะคันยิบๆ จนอดไม่ได้ต้องไปแกะ ไปเกา เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้ ควรปล่อยให้ผิวหนังที่ถูกแดดทำร้าย ค่อยๆ หลุดลอกไปเอง และอย่าลืมลองเลือกวิธี ซ่อมแซมผิว ตามที่กล่าวมากันดูนะคะ

Categories
เกร็ดความรู้

แชร์สูตรไม่ลับ น้ำมันมะกอกหมักผม

น้ำมันมะกอก-รักษาผมร่วง
น้ำมันมะกอก-รักษาผมร่วง

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นน้ำมันธรรมชาติที่เกิดจากการนำเอาผลมะกอกมาสกัดเอาน้ำมัน ซึ่งมากด้วย คุณสมบัติ, สรรพคุณ และประโยชน์ ปัจจุบันนิยมนำน้ำมะกอก มาประกอบอาหารเมนูต่างๆ ใช้ในงานด้านอุตสาหกรรม และใช้ในด้านความงามอย่างแพร่หลาย และวันนี้เราจะมาพูดในเรื่องของ ประโยชน์น้ำมันมะกอกหมักผม สำหรับความงามของเส้นผม

น้ำมันมะกอกหมักผม ทำอย่างไร

การนำน้ำมันมะกอกมาหมักผม เป็นวิธีที่สามารถทำได้กับผมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผมแห้ง ผมมัน หรือผมแตกปลาย ก็สามารถใช้ น้ำมันมะกอกหมักผม ได้ มาดูสูตรไม่ลับการใช้น้ำมันมะกอกหมักผมกันดีกว่า

  1. สูตรน้ำผึ้ง กับน้ำมันมะกอก
    ด้วยคุณสมบัติของน้ำผึ้ง ที่จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ในเส้นผม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ ฟื้นฟูผม ได้เร็ว และลดการแตกปลายของเส้นผมได้
    ส่วนผสม ได้แก่ น้ำมันมะกอก 3-4 ช้อนโต๊ะ และ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    วิธีทำก็ง่ายมาก โดยนำส่วนผสมทั้ง 2 อย่างผสมให้เข้ากันดี พักทิ้งไว้สักครู่ ระหว่างนี้ให้คุณไปสระผม เช็ดผมหรือเป่าด้วยไดร์ให้แห้ง จากนั้นชโลมส่วนผสมที่ทำไว้ลงบนศีรษะ นวดคลึงหนังศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นให้หมวกคลุมผมทิ้งไว้อีก 30-60 นาที แล้วสระผมให้สะอาด ตามด้วยครีมนวดผม
  1. สูตรน้ำมันมะกอก ผสมกับ อะโวคาโดหมักผม
    เนื่องจากอะโวคาโด อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเลอิก, โอเมก้า 3, สารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินเอ, วิตามินบี และ วิตามินอี สารเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเส้นผม หากนำมาผสมรวมกับน้ำมันมะกอก เพื่อหมักผม จะ ฟื้นฟูผม ได้ดีมากเลยทีเดียว
    ส่วนผสม ได้แก่อะโวคาโด 1 ผล และ น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ
    โดยนำอะโวคาโดขูดเอาเนื้อข้างใน ผสมกับน้ำมันมะกอก คลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อครีมข้นๆ พักทิ้งไว้ก่อน หลังจากนั้นให้คุณสระผมให้สะอาด เช็ดผมพอหมาด นำเนื้อครีมป้ายลงบนเส้นผม ใช้หวีซี่ห่างๆ หวีเบาๆให้ทั่วศีรษะ นำผ้าขนหนูชุบในน้ำอุ่น บิดพอหมาด พันรอบศีรษะคลุมไว้
    ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง จากนั้นตามด้วยครีมนวด และเป่าผมให้แห้งด้วยลมเย็น เปลี่ยนผมแห้งเสีย ชี้ฟู ให้นุ่มลื่น สลวย เงางาม และมีน้ำหนัก
  2. สูตรไข่ ผสมน้ำมันมะกอกหมักผม
    ด้วยประโยชน์ของไข่ที่เต็มไปด้วยสารอาหารบำรุง เปลี่ยนผมแห้งเสีย ที่ถูกทำลายจากความร้อน จากมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ เช่น ควัน ฝุ่นละออง เป็นต้น
    โดยไข่แดง จะมีกรดไขมันที่ช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่แห้งและเสื่อมสภาพ และไข่ขาวมีเอนไซม์ ช่วยกำจัดไขมันส่วนส่วนเกินบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะ
    ส่วนผสม ถ้าผมแห้งจะใช้เป็นไข่แดง ส่วนคนที่มีผมมัน หรือผมผสม จะใช้ไข่ขาว และพระเอกของเราคือ น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ที่สำคัญ ไข่มีกลิ่นคาว จึงควรนำน้ำมันหอมระเหย กลิ่นที่คุณชื่นชอบ 2-3 หยด นำมาใช้เพื่อดับกลิ่นคาวของไข่ค่ะ จากนั้นผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในถ้วยผสม แล้วคนให้เข้ากัน แล้วชโลมเส้นผม ใช้หวีซี่ห่างๆ หวีเบาๆ เพื่อให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น 

เตรียมพบกับผมสุขภาพดี นุ่มสลวย

หากคุณยังไม่เคยใช้สูตร น้ำมันมะกอกหมักผม แนะนำให้ลองสักสูตรดู แล้วคุณจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะ เปลี่ยนผมแห้งเสีย และ ช่วยฟื้นฟู สภาพผมให้กลับมาดูดีได้