Categories
ดูแลร่างกาย

รู้หรือไม่ มะนาวบำรุงเล็บ ได้?

ดูแลเล็บด้วยมะนาว
ดูแลเล็บด้วยมะนาว

มะนาว แหล่งรวมวิตามินซีสูง ช่วยในการรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิด ช่วยบรรเทาอาการไอและขับเสมหะ บรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ ลดอาการเหงือกบวม ช่วยขับพยาธิและรักษาอาการท้องผูก ท้องอืด ปวดท้อง ท้องแน่น ท้องเฟ้อ รักษาอาการโรคกระเพาะ ท้องร่วง เป็นต้น แต่อีกประโยชน์ของมะนาวที่ช่วย ฟื้นฟูดูแลส่วนประกอบร่างกายอย่างเล็บได้อีกด้วย มาดูกันเลยว่า มะนาวบำรุงเล็บ ทำได้อย่างไร

วิธีใช้ มะนาวบำรุงเล็บ สามารถทำได้อย่างไร

นอกจากมะนาวจะมีประโยชน์ในการต้านทานโรค หรือ อาการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว มะนาวยังสามารถเป็นตัวช่วยเรื่องพรรณให้มีความงดงามนุ่มเนียน ผุดผ่อง ไม่หยาบ
กร้าน หรือไม่เป็นมันเยิ้มจนเกินไป และไม่แตกเป็นขุยๆ แล้วนั้น มะนาวบำรุงเล็บ ได้อีกด้วย
โดยเฉพาะใช้ในการ ดูแลเล็บเท้า เพราะมะนาวสามารถบำรุงได้เป็นอย่างดีด้วย
เพราะการบำรุงเล็บเท้าที่แท้จริงคือการบำรุงโดยใช้วิตามินแก่เล็บเท้า เพื่อให้มีความทนทานแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย และมีความเป็นเงางาม แม้จะไม่ได้ทาสีเคลือบเล็บแต่อย่างใด
สุขภาพของเล็บ ที่ดี คือ เล็บที่แข็งแรงมีความเป็นเงางาม ไม่เปื่อยยุ่ยหรือแตกหักง่ายและไม่ดู แข็งกร้าวเปราะแตกง่าย ควรบำรุงนิ้วเท้า และเล็บเท้าทุกๆ สัปดาห์ โดยอาจจะเป็นการบำรุงในวันหยุด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็ได้ สำหรับขั้นตอนเตรียมการบำรุงเล็บเท้าด้วยมะนาว มีดังนี้

  1. เตรียมน้ำอุ่นและแช่เท้าของคุณในน้ำอุ่นในอ่างเล็กๆ
    ประมาณ 2-3 นาที
    ใช้เผ้าขนหนูนุ่มๆ ซับน้ำบนเท้าให้แห้งสนิท
  2. เตรียมมะนาวสักเสี้ยวใหญ่ๆ หรือ 1-2 ลูก ไม่ต้องบีบน้ำออก
  3. ใช้มะนาวนั้นถูๆ ทาให้ทั่วนิ้วเท้า และช่วงเล็บ ทั้ง 10 นิ้วเท้า
  4. ให้ทาถูจนกว่าน้ำมะนาวจะหมดไป จากนั้นยังคงใช้เปลือก มะนาวที่หมดน้ำแล้ว หรือยังชุ่มน้ำอยู่เล็กน้อยถูๆ ทาๆ ขัดนิ้วเท้า และเล็บให้ทั่วๆ
  5. สำหรับสูตรบำรุงเล็บ และนิ้วเท้านี้จะต้องทำในช่วงที่นิ้ว
    เท้า และผิวหนังในบริเวณนั้นไม่มีบาดแผลใดๆ ที่จะทำให้เกิดการ
    แสบจากฤทธิ์ของน้ำมะนาวได้
  6. เมื่อขัดถูเล็บเท้าทั้ง 10 แล้วให้ปล่อยทิ้งนานสัก 15 นาทีค่อยชำระล้างทำความสะอาดออกด้วยน้ำอุ่นๆ

เล็บสวย ง่ายๆ ประหยัดงบ

สาวๆ ทั้งหลายปรารถนาให้มือและเล็บของเรานั้นสะอาดและดูสวยงามอยู่ตลอดเวลา แต่จะเข้าร้านเสริมความงามเพื่อทำสปาเล็บในทุกๆ สัปดาห์ ก็คงเป็นอะไรที่สิ้นเปลืองจนเกินไป ลองใช้วัตถุดิบราคาถูก หรือบางบ้านอาจจะมีปลูกไว้ด้วยซ้ำ นั่นก็คือ มะนาว ซึ่ง มะนาวบำรุงเล็บ ได้เป็นอย่างดี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นควร ดูแลเล็บเท้า เพื่อ สุขภาพของเล็บ ที่ดี กันนะคะ

Categories
เกร็ดความรู้

เราสามารถ หมักผมด้วยไข่ ได้จริงหรือไม่?

เราสามารถ หมักผมด้วยไข่ ได้จริงหรือไม่.
เราสามารถ หมักผมด้วยไข่ ได้จริงหรือไม่.

สาวๆ หลายๆ คนคงเคยสงสัยกันใช่ไหมว่า หมักผมด้วยไข่ ได้จริงไหม? เพราะในทุกๆ วัน ต้องพบกับปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมไม่หยุดไม่หย่อน เช่น ผมเสีย ผมแห้ง ชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก ขาดหลุดร่วง และอีกนานาปัญหา ทำให้ต้องหาวิธีแก้ รือ บำรุงเส้นผมให้ฟื้นฟูกลับมาสลวยสวยงามอีกครั้ง แน่นอนว่าอีกวิธีที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ไข่หมกผมนั้น ต้องบอกได้เลยว่าสามารถทำได้จริง แต่รู้หรือไม่ว่าสามารถนำไข่มาหมักผมได้หลากหลายสูตรมาก และวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สูตร มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

5 สูตร หมักผมด้วยไข่ 

สูตร หมักผมด้วยไข่ มีมากมายหลายวิธีมาก แต่วันนี้เราจะมานำเสนอ 5 สูตรเด็ดๆ ดังนี้

  1. สูตรไข่ไก่อย่างเดียวผมก็นุ่มได้ 
    สูตรนี้เบสิคสุดแล้ว เพราะเพียงแค่นำไข่ไก่มาแยกไข่ขาว และ ไข่แดง ออกจากกัน จากนั้นตีไข่ให้ฟูเหมือนกันกับทไข่เจียวปกติ และหลังจากนั้นเอาไข่ที่ผสมกันแล้วมาหมักผม ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วจัดการล้างออกด้วยน้ำเย็น สูตรนี้จะช่วย ฟื้นบำรุงผมเสีย ให้กลับมาเงางาม สุขภาพดี

  2. สูตรไข่แดง ผสมกับ น้ำมันมะพร้าว
    ด้วยสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวที่ช่วยในเรื่อง บำรุงเส้นผม จึงเหมาะกับการนำมาหมักผมเป็นอย่างมาก และสูตรไข่แดงผสมกับน้ำมันมะพร้าวก็ทำไม่ยากเลย เพียงนำไข่แดงดิบ 2 ฟอง มาผสมเข้ากับน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นผสมให้เข้ากันแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที วิตามินต่างๆ จะถูกซึมซาบเข้าไปในเส้นผม แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผมนุ่มสวยสุขภาพดี
  3. สตรไข่แดงผสมโยเกิร์ต
    สูตรนี้บอกได้เลยว่าช่วย ฟื้นบำรุงผมเสีย ผมแห้งแตกปลาย ให้กลับมาดีขึ้น นุ่มขึ้น และชุ่มชื้นมากขึ้น
    วิธีทำก็ทำง่ายมากเลย โดยนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับโยเกิร์ต 5 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วนำมาหมักผมไว้ 15 – 20 นาที แล้วนำผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ คลุมหัวไว้ เมือครบเวลาแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  4. สูตรไข่แดงผสมเบียร์
    สูตรนี้เอาใจสายแอลกอฮอล์กันหน่อย มีเบียร์เหลือๆ ก็เอามาหมักผมได้นะ (หัวเราะ) ไม่ต้องกลัวว่าจะเปลืองเบียร์นะ เพราะใช้เบียร์หนึ่งถ้วยตวงเอง จากนั้นก็ผสมเข้ากับไข่แดงดิบ 1 ฟอง ให้กลายเป็นเนื้อครีม แล้วหมักผมทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง สูตรนี้จะ บำรุงเส้นผม ได้ดีมาก หมดปัญหาผมพันกัน ทำให้หวีง่าย จัดทรงง่ายขึ้น และผมจะนุ่มขึ้นอีกด้วย
  5. สูตรไข่แดงผสมน้ำผึ้ง
    สูตรนี้ เรียกได้ว่าเป็นสูตรเพิ่มความผมมีน้ำหนัก ทำให้สามารถจัดทรงได้ง่ายขึ้น ผมพลิ้วๆ สวยๆ แต่ไม่ฟูนะ เพียงแค่นำไข่แดงดิบมา 2 ฟอง ผสมเข้ากับน้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาชโลมผมทิ้งไว้ 30 – 60 นาที อาจจะนานหน่อย แต่ระหว่างที่รอก็อาจจะเล่นเกม อ่านหนังสือ ดูซีรีย์รอเพลินๆ ก็ได้ แล้วล้างผมออกให้สะอาด หากใช้สูตรนี้แนะนำว่าให้ทำสัปดาห์ละครั้งก็พอแล้ว 

ผมสวยทำง่าย งบน้อยก็ทำได้

เป็นอย่างกันบ้าง กับสูตร หมักผมด้วยไข่ งบน้อยก็สามารถทำได้เลย เพราะแต่ละอย่างที่เรานำเสนอมา ราคาไม่สูงมาก อีกทั้งไขก็เป็นวัตถุดิบที่มีติดครัวกันอยู่แล้ว สำหรับใครที่ผมมีปัญหาก็อย่าลืม บำรุงเส้นผม ฟื้นบำรุงผมเสีย ให้กลับมาสุขภาพดี แข็งแรง ไม่ชี้ฟู ให้เส้นผมเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งกันนะ 

Categories
เกร็ดความรู้

เรื่องน่ารู้ปัญหาสุขภาพ จากการ เล่นมือถือ

ข้อเสียของการ เล่นมือถือ ที่มีต่อสุขภาพ
ข้อเสียของการ เล่นมือถือ ที่มีต่อสุขภาพ

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างก้าวหน้า โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำหรับการสือสารอย่าง โทรศัพท์ ที่เรียกได้ว่า มีแค่เครื่องเดียวก็สามารถทำงานได้อย่างหลากหลาย ตามลักษณะงาน 
แต่เมื่อมีข้อดีของประโยชน์ที่เยอะแยะมากมายแล้วนั้น ก็ยังมีข้อเสียอีกมากมาย โดยเฉพาะการส่งผลเสียต่อร่างกายนั่นเอง เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า ปัญหาสุขภาพ จากการ เล่นมือถือ มีอะไรบ้าง

ข้อเสียของการ เล่นมือถือ ที่มีต่อสุขภาพ

การใช้โทรศัพท์มือถือในทางที่มีพฤติกรรมไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ อาจทำให้ สุขภาพที่ดี เปลี่ยนไปนทางที่แย่ลง ซึ่งผลเสียของการ เล่นมือถือ มีดังนี้

  1. การใช้งานโทรศัพท์ มือถือเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดความเครียดได้
    การใช้สมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าเราต้องพร้อมที่จะรับโทรศัพท์ ตอบข้อความต่างๆ ที่แจ้งเตือนเข้ามาจากช่องทางต่างๆ ทั้งไลน์ อีเมล และโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว
  2. ส่งผลต่อการนอนหลับ
    เนื่องจากแสงจากจอมือถือ หรือแท็บเล็ตที่สว่างๆ ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า เมลาโทนิน ซึ่งฮอร์โมนนี้ช่วยในเรื่องของการควบคุมการนอนหลับ เนื่องจากการปล่อยฮอร์โมนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับแสงสว่างเป็นสำคัญ การเล่นในเวลาก่อนนอนจึงส่งผลต่อการนอนหลับไปด้วย
  3. เกิดอาการปวดคอ
    เพราะส่วนใหญ่แล้วเวลาที่ก้มมองจอโทรศัพท์เพื่อพิมพ์ข้อความต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะก้มคอลง ประมาณ 60 องศา ซึ่งเป็นท่าที่ไม่เหมาะสม เพราะจะส่งให้เกิดอาการปวดคอได้ เมื่อก้มเป็นเวลานานๆ
  4. ทำให้เกิดอาการชา
    หากถือสมาร์ทโฟนด้วยท่าทางที่งอแขนเป็นมุมแคบกว่า 90 องศานานเกินไป จะทำให้เกิดอาการปวดชา หรือเหน็บชาบริเวณปลายแขน และมือ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง หรือเกิดภาวะข้องอติดแข็งที่นิ้วนางกับนิ้วก้อยได้
  5. แสงจากจอมือถือทำลายจอประสาทตาได้
    เนื่องจากแสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟนสามารถทำลายจอประสาทตา (เรติน่า) จนนำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อมได้
  6. ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า และวิตกกังวล
    คนที่ใช้มือถือจนติดมักจะมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวลตามมาได้ สาเหตุก็มาจากการรอคอย หรือคาดหวังเสียงโทรศัพท์ หรือการตอบกลับข้อความต่างๆ และหากวันไหนลืมมือถือมาด้วยก็จะยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้น
  7. ทำให้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว
    คนที่ติดการใช้มือถือและไม่ได้ใช้ในเวลาที่ต้องการ มักจะเกิดอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กๆ ที่ติดเล่นเกมในสมาร์ทโฟน

นี่เป็นเพียงผลเสียส่วนหนึ่งของมือถือ ดังนั้นเราควรปรับพฤติกรรมกันใหม่นะคะ 

หลีกเลี่ยงผลเสียจากมือถือ ดังนี้

  1. กำหนดระยะเวลาการ เล่นมือถือ ในแต่ละวันให้ชัดเจน หรือพัก 20 นาที ทุก 1 ชั่วโมง
  2. สร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีต่อคนรอบข้าง โดยการพูดคุยกันซึ่งหน้าให้มากๆ
  3. หลีกเลี่ยงการใช้งานโทรศัพท์ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถควบคุมการใช้โทรศัพท์ได้ดีเท่าที่ควร
  4. หลีกเลี่ยง การใช้งานโทรศัพท์ ขณะขับรถ เพราะจะทำให้ขาดสมาธิ และก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ
  5. ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะเติมน้ำมันรถ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้

ลองปรับพฤติกรรมกันดู เพื่อ สุขภาพที่ดี ของคุณเองนะคะ

Categories
เกร็ดความรู้

โรคซิฟิลิส โรคใกล้ตัวที่คุณควรระวัง

โรคซิฟฟิลิส
โรคซิฟฟิลิส

โรคซิฟิลิส เป็นโรคที่ิดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นอีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรง และมีคนเป็นเยอะ เพราะส่วนใหญ่จะไม่ค่อยระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งก็มีหลายสาเหตุด้วยกัน 

ไขข้อสงสัย 6 ข้อ เกี่ยวกับ โรคซิฟิลิส

1.สาเหตุของ โรคซิฟิลิส เกิดจากอะไร                        
นอกจากจะ ติดเชื้อแบคทีเรีย แล้ว ยังมีเชื้อโรคอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น แพลลิดัม และทรีโพนีมา เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการเข้าสู่ทางบาดแผล เยื่อบุต่างๆ และเข้าสู้ทางผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย

2.ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างเดียวหรือไม่
หลายๆ ท่าน ก็มักจะเข้าใจกันผิดว่าโรคนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างเดียว แต่ทุกคนก็มักจะลืมไปว่าเชื้อโรคนั้นสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้โดยแค่การสัมผัสที่บาดแผลต่างๆ ของผู้ติดเชื้อ 

3.ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือสัมผัสกันมือกันจะติดเชื้อหรือไม่
การที่คุณสัมผัสตัวผู้ป่วยหรือใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วย จะไม่ส่งผลให้คุณติดเชื้อได้ เพราะโรคซิฟิลิสจะแพร่เชื้อผ่านทางผิวหนังที่เป็นบาดแผลและมีเชื้อซิฟิลิสอยู่ด้วย ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วย คุณควรให้กำลังใจผู้ป่วย และช่วยดูแลเขาเท่าที่จะช่วยได้ อาการจะได้ดีขึ้น

4.อาการเป็นอย่างไร
อาจจะเริ่มจากการที่มีผื่นขึ้น มีแผลที่แข็ง เช่น ริมฝีปาก อวัยวะเพศ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่เพียงแผลใหญ่แผลเดียว เมื่อเริ่มมีอาการแล้วอยู่ๆ อาการเหล่านี้ก็หายไป คุณอย่าพึ่งวางใจเพราะอาจจะอยู่ในช่วงระยะอาการแฝง คุณควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่รู้อาการ

5.ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้
คนที่ชอบ มี เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และคนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ แบบเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ดังนั้นหากคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องระวังให้มากขึ้น

6.โรคซิฟิลิส รักษาหายขาดไหม
ถ้าคุณรู้ตัวว่ามีอาการ คุณควรรีบไปพบแพทย์จะได้รักษาทัน เพราะการรักษาตอนที่ยังเป็นระยะแรกจะรักษาให้หายขาดได้ ถ้าหากพบในระยะหลัง อาจจะรักษาให้หายขาดได้ยาก และต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานอีกด้วย

การวินิฉัย

สำหรับการรักษา โรคซิฟิลิส แพทย์จะทำการสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยก่อน เช่น อาการความผิดปกติที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย พฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ว่า มี เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจร่างกายในเบื้องต้น เพื่อหาว่า ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเปล่า ซึ่งแพทย์หรือพยาบาลจะตรวจดูบริเวณอวัยวะเพศหรือส่วนอื่นของร่างกายว่าพบแผลหรือความผิดปกติใด ๆ ที่อาจเกิดจากโรคซิฟิลิส ก่อนจะสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มักใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่

  • การตรวจเลือด เป็นการตรวจหาเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วย โดยในบางรายที่ผลการตรวจออกมาว่ามีการติดเชื้อ อาจต้องมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากการตรวจครั้งแรก เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสขึ้น  
  • การเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจ (Swab Test) ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลหรือผื่นตามร่างกาย แพทย์อาจมีการเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนังหรือน้ำเหลืองจากแผลไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ หาเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสหรือไม่

ทั้งนี้ การวินิจฉัยต้องดูระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็นร่วมด้วย เนื่องจากในบางระยะอาจไม่มีอาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น แต่เมื่อโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย มักพบความผิดปกติของระบบร่างกายอื่นๆ แพทย์จึงอาจมีการเก็บสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางรายตามระยะโรคของผู้ป่วย

Categories
ดูแลร่างกาย

ลดความอ้วน ง่ายๆ อยู่บนตียงก็ทำได้

วิธี ลดความอ้วน
วิธี ลดความอ้วน

หากคุณเป็นมนุษย์ที่ติดเตียงนอนและไม่อยากออกไปไหน สามารถลองออกกำลังกาย ลดความอ้วน บนเตียงนอนได้นะ วิธีปฏิบัติก็ง่ายมาก ไม่ต้องออกแรงให้มาก แต่ก็ได้ผอมได้ มาดูกันเลยดีกว่าว่าจะสามารถออกกำลังกายบนเตียงนอนได้อย่างไร

วิธี ลดความอ้วน บนเตียงนอนทำอย่างไรบ้าง?

เวลาที่รู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากแม้แต่จะลุกออกจากเตียง แต่ก็ห่วงหุ่นกลัว อ้วน แนะนำว่าลอง 5 วิธี ลดความอ้วน ที่สามารถทำได้บนเตียงนอน โดยที่คุณไม่ต้องลุกออกไปไหน รับรอง ผอม ชัวร์!

  1. ท่าแรกเราเรียว่า  Crunches with arms crossed
    สามารทำได้โดยนอนหงายนำแขนมากอดไว้ที่หน้าอกโดยให้แขนขวาอยู่ที่ไหล่ซ้ายและแขนซ้ายอยู่ที่ไหล่ขวา จากนั้นเกร็งหน้าท้อง แล้วค่อยๆ ยกอกขึ้นมาโดยที่ให้ออกแรงจากหน้าท้อง จากนั้นค่อยๆนอนลงกลับไปที่ท่าเดิม 8 ถึง 10 ครั้ง
  2. ท่าที่สอง คือ ObliqueErunches
    ให้เรานอนหงายเหมือนเดิมกับท่าแรกเลย แต่เปลี่ยนเป็นเอามือไปไว้ที่ข้างหลังศีรษะแล้วเกร็งท้องรอไว้ แล้วยกหน้าอกขึ้นมาโดยออกแรงจากหน้าท้องแล้วเอาไหล่ซ้ายไปแตะที่เข่าขวากลับมาที่เดิมแล้วสลับป่าไหล่ขวาไปแตะซ้ายวนไป 8 ถึง 10 ครั้ง
  3. ท่าที่สาม คือ Bicycle crunches
    ก็ยังคงอยู่ในท่านอนหงาย เอามือไว้ที่ศีรษะอยู่ที่ท่าเดิม (แบบท่าที่สองก่อน) คราวนี้ท้าทายขึ้นมาอีกหน่อยโดยการยกเข่าทั้งสองข้างลอยขึ้นมาใกล้อกและไหล่ให้ลอยจากพื้นเล็กน้อยแล้วค้างไว้ จากนั้นยืดขาขวาให้ทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้นแล้วหมุนตัวท่อนบนไปทางซ้ายแล้วนำข้อศอกขวาไปใกล้กับเข่าซ้ายท่าสลับข้างกันช้าๆ 8 ถึง 10 ครั้ง ไม่ ผอม ให้มันรู้ไปเลย
  4. ท่าที่ 4
    ครั้งนี้ให้เปลี่ยนท่าขึ้นมาเป็นแบบนั่ง แล้วงอเข่าเท้าชิดกัน จากนั้นค่อย ๆยกเท้าให้ลอยขึ้นมาจากพื้นเอนตัวไปข้างหลังนิดนึงให้ได้มุมประมาณ 45 องศาจากพื้นเลยค่ะอ๊ะๆๆหลังตรงไว้ ยืดแขนตรงไปด้านหน้ามือประกบกันแล้วค่อยๆ หมุนตัวช้าๆ ไปด้านขวาให้ไกลที่สุด ค้างไว้และกลับมาที่เดิม
    ทำสลับข้างไปดำนซ้ายนับเป็นหนึ่งครั้ง ทำซ้ำ 8 ถึง 10 ครั้ง
  5. ท่าที่ 5 เรียกว่า Plankan oneed
    เริ่มจากนอนคว่ำ โดยให้ข้อศอกและแบนยันพื้นเกร็งหน้าท้องแล้วยกสะโพกลอยขึ้นมาจากพื้น ค้างไว้ 30 วินาที แล้วทำซ้ำวนไป 8 ถึง 10 ครั้ง ทำครบไม่ อ้วน แน่

ครบ 5 ท่าผลจะเป็นอย่างไร

จากท่าออกกำลังกาย ลดความอ้วน บนเตียงนอนที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากสามารถทำได้ทุกท่า จะช่วยลดไขมันแขน หน้าท้อง และต้นหาได้ดี งานนี้ ผอม แน่ ไม่ อ้วน ชัวร์ !

 

Categories
ดูแลร่างกาย

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรช่วยดูแลร่างกาย

aloe vera
aloe vera

ว่านหางจระเข้ พืชสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ดูแลทั้งผิวหนัง และดีต่อสุขภาพ สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำให้ทราบ

สรรพคุณ ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณเยอะแยะมากมายที่ดีต่อ สุขภาพร่างกาย ดังนี้

  1. ลดรอยไหม้จากการฉายรังสี 
    ผู้ป่วยที่ต้องรับการฉายรังสีย่อมมีรอยไหม้เกิดขึ้นที่ผิวแน่นอน แต่สามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้มาประคบผิวที่เกิดรอยไหม้หลังทำคีโมได้ แถมยังช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดีและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวรวดเร็วขึ้นด้วย

  2. รักษาแผลที่เกิดจากของมีคม
    หากมีแผลที่เกิดจากของมีคมบาดหรือแม้แต่แผลถลอก คุณสามารถนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่มีเมือกอยู่มาแปะลงไปบนแผลได้เลยค่ะ เพราะฤทธิ์จากเมือกว่านหางจระเข้จะช่วยเร่งให้แผลเกิดการสมานตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

  3. บรรเทาอาการปวดศีรษะ
    ให้ตัดเอาใบสดจากต้นมาจากนั้นทาด้วยปูนแดงบริเวณวุ้น เพื่อประคบบริเวณขมัยหรือท้ายทอย รวมถึงจุดที่เกิดอาการปวดก็จะช่วยให้อาการปวดศีรษะทุเลาลง

  4. ฟื้นบำรุงผิวหลังออกแดด
    นำวุ้นว่านหางจระเข้มาล้างให้สะอาดจากนั้นทาผิวที่เกิดปัญหาไหม้แสบร้อนจากแดด สำหรับใครที่มีผิวแห้งกร้านมากๆ อาจผสมกับน้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย

  5. รักษาฝีและริดสีดวงทวาร
    ให้ทำความสะอาดผิวในส่วนที่เกิดโรคจนแห้งจากนั้นใช้วุ้นว่านหางจระเข้แปะลงบนแผล ถ้าเป็นทวารหนักก็ให้ปอกเปลือกวุ้นจนกลายเป็นแท่ง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนแข็ง จากนั้นนำมาใช้สอดเหน็บเข้าไปยังช่องทวารหนัก ทำวันละ 1 – 2 ครั้งจะช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารให้ดีขึ้นได้

  6. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้และแผลน้ำร้อนลวก
    นำวุ้นว่านหางจระเข้สดที่ล้างยางออกแล้วมาประคบผิวบริเวณที่เกิดปัญหา ก็จะช่วยลดอาการแสบร้อน ช่วยสมานแผลและทำให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วยค่ะ

  7. ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน
    ให้ตัดเอาเนื้อว่านหางจระเข้ออกมาเป็นแท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 2 – 3 เซ็นติเมตรแล้วนำไปเหน็บตามซอกฟันบริเวณที่เกิดอาการปวดหรืออาจจะประคบทิ้งไว้ก็ได้ค่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาการปวดก็จะค่อยๆ ลดลง

นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปทำเป็น สูตรลดน้ำหนัก ได้อีกด้วย 

สูตรลดความอ้วน บอกเลยว่าปังแน่

  1. สูตร ว่านหางจระเข้ +มะนาว+น้ำผึ้ง
    วิธีทำ ขูดเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ซักประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปผสมในน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้วกาแฟ บีบน้ำมะนาว 1 ลูกใส่ตามลงไป เติมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชาเพื่อเพิ่มความหวาน จากนั้นให้คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน โดยหลังจากตื่นนอนให้ดื่มทันที สูตรนี้จะช่วยในการดีท็อกซ์ลำไส้ได้เป็นอย่างดี มีข้อแนะนำว่าหลังจากดื่มแล้วควรปล่อยให้ท้องว่างสัก 1 ชั่วโมง
  2. สูตรว่าน+แตงกวา+สับปะรด
    สูตรลดน้ำหนัก สูตรนี้เหมาะอย่างยิ่งเพราะช่วยในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ สุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรง
    วิธีทำ ใช้แตงกวาครึ่งลูก สับปะรดเพียง 1  เสี้ยว เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้สัก 1 ช้อนโต๊ะโดยประมาณ น้ำอุ่นประมาณ 1 แก้วกาแฟ  แล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดีแล้วดื่มหลังจากอาหารเที่ยง

 

Categories
อาหารเพื่อสุขภาพ

มาทำความรู้จัก ผักที่มีแคลเซียมสูง กันเถอะ

ผักมีแคลเซียม
ผักมีแคลเซียม

แคลเซียม เป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดในร่างกาย โดยแคลเซียมทั้งหมดที่มีในร่างกายร้อยละ 99 อยู่ที่กระดูกและฟัน ซึ่งทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แคลเซียม ส่วนที่เหลืออยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ และของเหลวในร่างกาย ซึ่งวันนี้เรามี ผักที่มีแคลเซียมสูง มาแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้รู้จัก และสามารถนำไปประกอบอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณกันนะคะ

แนะนำ ผักที่มีแคลเซียมสูง 5 ชนิด

ผักที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่

  1. ผักแพว
    ผักแพวเป็น 
    ผักพื้นบ้าน ที่มีแคลเซียมสูง สาารถเปรียบได้โดยผักแพว ปริมาณ 100 กรัม มีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ทั้งนี้ยังอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ซึ่งสรรพคุณของผักแพวมีส่วนช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย นิยมนำมากินกับลาบ น้ำตก น้ำพริก ใส่ในสลัด ปอเปี๊ยะสด รวมไปถึงนำมากับดับกลิ่นคาว
  2. ใบชะพลู
    กรมอนามัย ได้ระบุไว้ว่า ใบชะพลูในปริมาณ 100 กรัม มีแคลเซียมสูงถึง 601 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ฯลฯ ซึ่งใบชะพลูมีสรรพคุณ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น
  3. คะน้า
    ผักคะน้า ถือเป็นพืชที่ให้แคลเซียม และ ฟอสฟอรัสสูง โดยการรับประทานผักคะน้าเพียง 1 ถ้วย ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมพอๆ กับการดื่มนม 1 แก้วเลยทีเดียว อีกทั้งในคะน้ายังช่วยเพิ่มปริมาณสารอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายที่ทำให้ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแคลเซียมและธาตุเหล็กไม่ว่าจะเป็นระบบฮอร์โมน ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้แล้ว คะน้ายังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย บำรุงสายตา มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  4. ผักกระเฉด
    กระเฉดเป็นผักฤทธิ์เย็นที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี และแคลเซียมที่สูง
  5. ใบยอ
    ใบยอเป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่นิยมนำส่วนใบอ่อนมาทำเป็นอาหาร อุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี โปรตีน ฯลฯ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากถึง 469 มิลลิกรัม ต่อใบยอ 100 กรัม ทั้งนี้ในใบยอยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้อาการท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกปวดบวม เป็นต้น

ความสำคัญของแคลเซียม

เนื่องจากแคลเซียม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในกระบวนการสร้างเสริมกระดูกและฟัน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นใครอยากบำรุงดูแลร่างกายด้วยการเสริมแคลเซียม อย่าลืมนึกถึง ผักที่มีแคลเซียมสูง ดังกล่าวมารับประทานกันนะคะ เชื่อว่าหามาได้ไม่ยาก เพราะเป็น ผักพื้นบ้าน ที่สำคัญให้ทั้ง แคลเซียมและ ฟอสฟอรัสสูง อีกด้วย

Categories
ดูแลร่างกาย

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม ป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง แต่โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้หญิงเพียงเพศเดียว เพราะผู้ชายก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน โดยจากสถิติจะพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่เป็นเพศชายมีเพียง 0.5 -1 % ต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพศหญิง 100 คน

สาเหตุของโรค มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนม หรือ ต่อมน้ำนม อาจมีการแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกลเช่น กระดูก ปอด ตับ เป็นต้น อาการเบื้องต้นของโรคนี้สำหรับผู้ชาย มีอาการดังนี้

  1. มี ก้อนเนื้อแข็ง ในเต้านม แต่เมื่อบีบแล้วไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ
  2. บริเวณเต้านมหรือหัวนมนั้นแดง
  3. มีของเหลวไหลออกจากหัวนม
  4. เป็นผื่นหรือแผลเรื้อรังบริเวณหัวนม
  5. หัวนมยุบบุ๋ม หรือหัวนมบอด
  6. ไม่มีอาการผิดปกติ แต่พบรอยโรคจากการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวด์เต้านม

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

โรค มะเร็งเต้านม สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนจริงๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของบุคคลนั้นๆ ด้วย ก็มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนม หรือ ต่อมน้ำนม มีความผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะ ก้อนเนื้อแข็ง ในเต้านมได้ เช่น

  1. เพศหญิงมีฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็งนี้ได้ จึงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชาย

  2. อายุ เมื่อผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเกิดโรคนี้มาก่อนนข้างใดข้างหนึ่ง มีความเสี่ยง 3 – 4 เท่า ในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง

  4. ประวัติโรคทางเต้านมในอดีต โรคบางโรคที่มีการเจริญของเซลล์ผิดปกติในเต้านม สามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงหรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งเต้านมได้ในอนาคตได้

  5. มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม 

  6. การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  7. การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ผู้ป่วยที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรคนแรกตอนอายุมากกว่า 30 ปี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันการตั้งครรภ์หลายครั้งและมีบุตรตั้งแต่อายุน้อยสามารถลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้

  8. ยาคุมกำเนิดและการใช้ฮอร์โมน ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ แต่ความเสี่ยงที่ว่านี้จะหมดไปหากหยุดใช้ยาเกิน 10 ปี 

Categories
ดูแลร่างกาย

ภาวะ โรคอ้วน เกิดจากอะไรบ้าง

โรคอ้วน
โรคอ้วน

ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็น โรคอ้วน เยอะมาก และความอ้วนนี้ยังส่งผลให้สุขภาพโดยรวมไม่แข็งแรง ส่งผลต่อสมรรถนะในการทำงาน การใช้ชีวิต จนนำไปสู่การเกิดโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าเสื่อม โรคตับ นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง หรือ มีปัญหาในการหายใจ เป็นต้น

จะรู้ได้ไงว่าเสี่ยงต่อการเป็น โรคอ้วน

การที่จะรู้ได้ว่าเรานั้นเสี่ยงต่อการเป็น โรคอ้วน หรือไม่ เราสามารถคำนวณได้จาก สูตรคำนวณดัชนีมวลกาย BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง]
ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมคือ 18.50-22.99 หากอยู่ระหว่าง 23.00-24.90 จัดว่าเป็นคนท้วม และหากเกิน 25 ขึ้นไปก็จัดว่าคุณเป็นคนอ้วน โดยจากการสำรวจข้อมูลพบว่ามีคนอ้วนเป็นจำนวนมากถึง 16 ล้านคน เป็นหญิงมากกว่าชายถึง 2 เท่าตัว (ข้อมูลปี 2557) ซึ่งค่าเฉลี่ยความอ้วนของคนไทยอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว ปัจจุบันภาวะอ้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีคนอ้วนทั่วโลกเกือบพันล้านคนเลยทีเดียวเชียวค่ะ

การลดความอ้วน

เมื่อเราคำนวณ สูตรคำนวณดัชนีมวลกาย คือ [ BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง] แล้วพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคอ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการหาวิธีลดน้ำหนัก โดยการลดความอ้วนง่ายๆ ดังนี้

  1. ควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ ใน 1 วันควรได้รับพลังงานไม่เกิน 1,200 กิโลแคลอรี โดยควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และคำนวณแคลอรีที่ร่างกายได้รับให้พอดี ซึ่งการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ของมัน ของทอดและของหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและเช็กสุขภาพประจำปี ทุกคนก็สามารถป้องกันโรคอ้วนได้แล้ว
  2. กินอาหารที่พลังงานต่ำ ได้แก่ อาหารประเภทต้ม นึ่ง หรือผักสดต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นอกจากนี้ควรงดดื่มน้ำหวานและกาแฟ
  3. ออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป และออกอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 150 นาทีต่อสัปดาห์ จึงจะมีการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ดีมากควรเดินให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินขึ้นสะพานลอย เดินเข้าซอยบ้านแทนการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

หากได้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำมาข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ในกรณีของคนที่มีน้ำหนักตัวมากและต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ก็สามารถลดความอ้วนด้วยการใช้ยาและการผ่าตัด ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

 

Categories
เกร็ดความรู้

ผมแห้งเสีย เกิดจากอะไรนะ?

ผมแห้งเสีย
ผมแห้งเสีย

ผมแห้งเสีย เกิดจากอะไรนะ?…

ผมแห้งเสีย เป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงซะส่วนใหญ่ แต่สาเหตุที่ทำใ้เกิดปัญหานั้น ก็มาจากหลายปัจจัย และวันนี้เราจะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ซึ่งสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ก็อาจจะทำให้ผมของคุณมีปัญหาตามมาโดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน

สาหตุของ ผมแห้งเสีย

มาดูกันเลยดีกว่าว่าสาเหตุที่ทำให้ ผมแห้งเสีย เกิดจากอะไรบ้าง?

  1. ทำผมด้วยอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนเป็นเวลานาน
    เป็นที่ทราบกันดีว่า เส้นผมของเราไม่ชอบความร้อน แต่ก็ยังคงทำผมด้วยอุปกรณ์ที่ความร้อนกันอยู่ดี เช่น หนีบผม ยืดผม เป็นต้น และถ้ายิ่งทำทุกวัน แน่นอนว่าเกิด ปัญหาผม เสียชัวร์ 

  2. ใช้น้ำร้อนสระผม
    นอกจากการใช้อุปกรณ์ที่มีความร้อนนการทำผมแล้ว การสระผมก็ไม่ควรใช้น้ำที่มีความร้อนจนเกินไปในการสระ เพราะน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นๆ จะทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้นได้ และยังทำลายการผลิตน้ำมันบนหนังศีรษะอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุของ ปัญหาสุขภาพเส้นผม นั่นเอง

  3. สระผมบ่อยเกินไป
    การสระผมบ่อยๆ ก็มีโอกาสทำให้ผมแห้งเสียมากเท่านั้น นั่นก็เพราะว่าการสระผมบ่อยเกินไปจะไปทำลายน้ำมันธรรมชาติจนหมดนั่นเอง

  4. ผมเสียเพราะแสงแดด
    นอกจากความร้อนจากอุปกรณ์ทำผม และน้ำที่สระผมแล้ว แสงแดด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมแห้งเสียได้เช่นกัน 

  5. ความเครียด
    ความเครียดก็ทำให้เกิด ปัญหาสุขภาพเส้นผม ได้ เพราะความเครียดจะทำให้ระบบฮอร์โมนลดต่ำลง ระบบต่างๆ แปรปรวน เส้นผมก็ได้รับสารอาหารบำรุงน้อยลงไปด้วย