Categories
เกร็ดความรู้

สาเหตุของภาวะนอนไม่หลับ

สาเหตุนอนไม่หลับ
สาเหตุนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับนับว่าเป็นโรคที่มีความผิดปกติในด้านการนอนเช่นการนอนยากไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอนหลีนอนหลับแต่ไม่สนิทกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รบกวนจิตใจและกระบวนการทำงานต่างๆในร่างกายซึ่งผลส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันการรักษาโรคอาการเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งตัวผู้ป่วยเองและแพทย์ เพื่อร่วมมือกันหาสาเหตุและผลกระทบของปัญหานี้

สาเหตุของการเกิดภาวะนอนไม่หลับ           

อาการนอนไม่หลับเกิดจากหลายปัจจัยทั้งทางร่างกายและจิตใจหรือการที่เป็นโรคประจำตัวก็จะเป็นเหตุให้นอนไม่หลับได้หรืออาการที่นอนไม่หลับชั่วคราวจะเกิดได้หลักหลายสาเหตุเช่นปัญหาจากสิ่งแวดล้อมในห้องห้องนอนมีเสียงดังรบกวนมากเกินไปหรือมีแสงสว่างมากเกินไปจะทำให้รบกวนการนอนและเป็นเหตุให้นอนไม่หลับมีปัจจัยทางด้านจิตใจเช่นความเครียดวิตกกังวลซึมเศร้าสาเหตุเหล่านี้ล้วนทำให้มีอาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีการคิดอยู่ตลอดเวลาในกระบวนการสมองของเราจะไม่ได้รับการพักผ่อน

ส่งผลให้เกิดภาวะนอนไม่หลับเกิดขึ้นการดื่มเครื่องดื่มบางชนิดเช่นชากาแฟหรือแอลกอฮอล์การดื่มชาที่มีคาเฟอีนเยอะจะส่งผลให้เรานอนไม่หลับรวมถึงการสูบบุหรี่เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะกระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาหรือปัจจัยสุดท้ายคืออายุที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุมีการทำงานของร่างกายที่เสื่อมลงไประดับฮอร์โมนที่ลดลงทำให้มีโรคประจำตัวที่รบกวนการนอนหรือการรับประทานยาและอาหารเสริมบางชนิดทำให้ถูกกระตุ้นอาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นโดยอาการดังกล่าวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์เพียงแค่ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันในร่างกายของเราให้เป็นปกติลดความเครียดลงหรือจะแต่งสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนให้สมดุลกับการนอนมากยิ่งขึ้น

รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยและมีประโยชน์ทางโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีปราศจากรูปภัยและความเจ็บป่วยงดรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอนจะทำให้ร่างกายเราได้รับกว่าส่งผลให้นอนไม่หลับรวมทั้งหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มและการใช้ยาที่มีสารกระตุ้นการต่างๆก่อนนอน  ส่วนอาการที่มักจะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์คืออาการเข้านอนแล้วหลับยากหรือหลับตื่นตอนกลางดึกบ่อยๆอาการเหล่านี้นับว่าเป็นสาเหตุที่เกี่ยวกับด้านร่างกายทั้งสิ้นดังนั้นแล้วควรหาหมอเพื่อวิเคราะห์โรคและทำการรักษาต่อไป

                จะเห็นได้ว่าอาการนอนไม่หลับหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติแต่แท้จริงแล้วหากนอนไม่หลับสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นประจำจะส่งผลให้ร่างกายเราอ่อนเพลียหรือปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างลดน้อยลงจะมีอาการหงุดหงิดขึ้นรวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ดังนั้นแล้วควรหาวิธีการรักษาเพื่อทำการรักษาอาการเหล่านี้ให้หายไป

Categories
เกร็ดความรู้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคจีซิกพีดี

โรคจีสิกพีดี
โรคจีสิกพีดี

                โรคจีซิกพีดีเป็นโรคที่ผู้ป่วยมีลักษณะเม็ดเลือดแดงที่แตกง่ายกว่าคนปกติทั่วไปซึ่งอาจได้รับจากสิ่งกระตุ้นบางอย่างเช่นโรคติดเชื้อยาอาหารรวมถึงสารเคมีบางชนิดผู้ป่วยโรคจิตซิกพีดีจึงควรหลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นโดยทันทีสำหรับบทความนี้จึงรวบรวมสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยที่ซิกพีดีมาฝากทุกท่านเพื่อเป็นความรู้และทำความเข้าใจในโรคนี้มากขึ้นกันค่ะ

                โรคจีซิกพีดีจัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีลักษณะกลายพันธุ์ของยีนทำให้เอนไซม์มีประสิทธิภาพในการทำงานที่น้อยกว่าปกติเนื่องด้วยเอนไซม์จะทำหน้าที่ป้องกันเม็ดเลือดแดงไม่ให้แตกง่ายแต่หากมีการทำงานที่น้อยกว่าปกติก็จะส่งผลให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายและส่งผลให้เกิดโลหิตจางผู้มีภาวะบกพร่องเอนไซม์จีซิกพีดีส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการและสามารถธำรงชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไปเว้นแต่ต้องระวังในเรื่องของการทานอาหารหรือสิ่งที่นำมากระตุ้นต่อโรคจีซิกพีดีแต่ถ้ามีก็ภาวะเครียดจากออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นเอนไซม์จะทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องเม็ดเลือดแดงแต่หากผู้ที่มีภาวะเอนไซม์อย่างรุนแรงไม่สามารถปกป้องเม็ดเลือดแดงจากสิ่งกระตุ้นได้จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและหากการสร้างเม็ดเลือดแดงเกิดขึ้นไม่ทันจะนำไปสู่ภาวะโลหิตจางได้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคจีซิกพีดี

                หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชันไม่ว่าจะเป็นอาหารยาหรือสารเคมีซึ่งอาหารที่ผู้ป่วยโรค จีซิกพีดีไม่สามารถทานได้เช่นถั่วบางชนิดโดยเฉพาะถั่วปากอ้ารวมถึงสกุลเบอร์รี่ นอกจากอาหารแล้วสิ่งที่เติมลงไปอันนี้อาหารก็นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นกันไม่ว่าจะเป็นสารถนอมอาหารที่ใส่ในขนมขบเคี้ยวอาหารที่บรรจุกระป๋องหรือสารปรุงแต่งอื่นๆเช่นสีผสมอาหารนับว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นกัน

                ดูแลสุขภาพร่างกายป้องกันการติดเชื้อหากมีไข้ให้รีบเข้าทำการรักษาพร้อมทั้งแจ้งแพทย์เภสัชทุกครั้งเมื่อมีภาวะบกพร่องเพื่อนทำการหลีกเลี่ยงการได้รับยาที่อาจทำให้เกิดเหตุอันตรายได้

                ควรบริโภคอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนไม่เลือกทานบริโภคเฉพาะอาหารที่ชอบวัฒนธรรมและทำให้ขาดสมดุลของสารอาหารได้ซึ่งสารอาหารบางอย่างจะช่วยต้านทานภาวะเครียดจากออกซิเดชันรวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปและสูบบุหรี่จะทำให้เม็ดเลือดแดงฉีดตัวอย่างหนักและเกิดภาวะออกซิเดชันได้

ออกกำลังกายจะช่วยลดภาวะออกซิเดชันได้แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหนักเพราะการเพิ่มให้ออกซิเจนอย่างมากทำงานในร่างกายจะเพิ่มกล้ามเนื้อการทำงานหนักจนอาจนำไปเกิดการชักนำให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชันได้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าปกติซึ่งเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อด้วยเหตุนี้จึงควรออกกำลังกายแต่พอควร

Categories
เกร็ดความรู้

หน้ากากอนามัยแบบไหนปลอดภัยที่สุด

หน้ากากอนามัย
หน้ากากอนามัย

                ในปัจจุบันนั้นมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ที่ส่งผลให้ได้รับผลกระทบกันในทุกพื้นที่สิ่งเดียวที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพร่ระบาดได้คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยแปลว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวันจะเป็นพฤติกรรมใหม่ที่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วแต่เชื่อว่าหลายหลายท่านยังมีคำถามและข้อสงสัยที่ติดค้างอยู่ในใจเกี่ยวกับอุปกรณ์ชนิดนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยแบบไหนที่ปลอดภัยที่สุดมาฝากทุกท่านกันค่ะ

หน้ากากอนามัยชนิดไหนปลอดภัย

                จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกรมอนามัยได้กล่าวไว้ว่า การใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์หรือที่เราเห็นคุ้นตากันจะมีสีเขียวสีฟ้าหรือสีเขียวจะสามารถป้องกันการกระจายตัวของโลกนี้ได้ดีเพราะฉะนั้นหากพบเจอผู้ป่วยที่มีอาการไม่สบายไอจามจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกระจายตัวไปยังผู้อื่นได้และสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เจ็บป่วยแต่ต้องอยู่ในชุมชนที่มีจำนวนมากจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยอย่างยิ่งเพื่อป้องกันตัวเองเช่นกัน

ปัจจุบันหน้ากากอนามัยทางการแพทย์นับว่าเป็นสิ่งที่หายากเนื่องจากมีการขาดตลาดเกิดขึ้นจึงทำให้มีหน้ากากอนามัยแบบผ้าขึ้นมาสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจสามารถใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้าที่ทำมาจากผ้าทดแทนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ได้เพราะหน้ากากอนามัย แบบผ้ามีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคได้เช่นเดียวกันและสามารถทำความสะอาดโดยการนำมาใช้ซ้ำได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปมากในด้านของหน้ากากอนามัยโดยปกติทั่วไปควรจะใช้วันเดียวแล้วทิ้งเนื่องจากเชื้อโรคจะยกเว้นว่างวันที่ใช้น้อยมากจึงใช้ต่อเนื่องได้แต่ต้องดูสภาพการใช้งานว่าท่านไปที่ไหน อย่างไรมาบ้าง

                สำหรับการเลือกใช้หน้ากากผ้าให้มีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับการเลือกเนื้อผ้าชนิดนั้นนั้นโดยที่เขาจะต้องเลือกเนื้อผ้าฉันนอกที่สามารถกันน้ำได้และพาฉันไหนที่สามารถซับน้ำได้หรือจะมีการสอนกันหลายชั้นและควรเป็นผ้าชนิดเดียวที่ปิดคุมให้ทั่วใบหน้าหากไม่มีเสื้อคุณสมบัติกันน้ำการเข้าไปที่ชุมชนเรามีคนจามใส่ก็จะสามารถทำให้เกิดการแพทยระบาดของเชื้อไวรัสมาสู่ตัวเราได้ หรือหากมีผู้คนจามใส่ให้รีบถอด หน้ากากอนามัย แล้วนำไปซักทันที

                กล่าวโดยสรุปแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจสามารถใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้าได้ตามปกติเนื่องจากมีประสิทธิภาพที่ช่วยป้องกันได้เพียงพอแต่หากผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติทางด้านการทางเดินหายใจจำเป็นที่ต้องใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เท่านั้นเนื่องจากจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้สูงกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไปดังนั้นแล้วแม้จะป่วยหรือไม่มีสิ่งผิดปกติในร่างกายจำเป็นที่ต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันทั้งตัวเราและผู้อื่นรอบข้างด้วยเช่นกัน

Categories
เกร็ดความรู้

ไอเทมติดผม ช่วยเสริมให้ทรงผมสวย

ช่วยเสริมให้ทรงผมสวย
ช่วยเสริมให้ทรงผมสวย

ถ้าคุณสาวๆ คนไหนอยากจะได้เครื่องประดับผมไปเป็นตัวช่วยเสริมความปังอีกขั้น ก็ต้องรีบตามไปส่อง 7 แฟชั่น ไอเทมติดผม แล้วลองเลือกไอเทมที่ชอบ แบบที่ใช่ ไปใช้ประดับผมให้สวยเป๊ะ โดดเด่น สะกดทุกสายตา ถ้าอยากรู้ว่าจะมีไอเทมไหนบ้าง ก็ตามไปดูด้วยกันได้เลย 

7 แฟชั่น ไอเทมติดผม 

อันดับ 7 กิ๊บติดผมอันใหญ่
ไอเทมติดผม ตาม เทรนด์เครื่องประดับผม ที่มาแรงแซงทุกโค้ง ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วยิงยาวมาจนถึงปีนี้ ก็ต้องมี กิ๊บติดผมอันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเซเลบไทยหรือเซเลบเมืองนอก เค้าก็อินกับการติดกิ๊บอันใหญ่หลายๆ อัน เอามาผสมผสานกันแบบสะใจ โดยสามารถเลือกแมทช์ได้ทั้งกิ๊บเพชร, กิ๊บไข่มุก, กิ๊บสีคัลเลอร์ฟูล ฯลฯ ต่อให้จะใส่เสื้อผ้าแนวเรียบๆ ก็ดูโดดเด่นได้ ด้านหน้าอาจจะยังไม่จุใจ แต่พอหันหลังเท่านั้นแหละ!!! สาวๆ ที่อยากจัดเต็มความกิ๊บใหญ่ไฟกะพริบ ก็ลองทำผมทรงดังโงะแล้วติดกิ๊บอันใหญ่ที่ประดับด้วยไข่มุกที่บริเวณด้านหลัง ก็ช่วยเสริมให้ทรงผมธรรมดาๆ ดูมีลูกเล่นมากขึ้น

อันดับ 6 ผ้าโพกหัว
ผ้าโพกหัว เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยบังแดด กันความร้อน แถมยังช่วยเพิ่มความชิคๆ เก๋ๆ ให้ได้สนุกกับการแต่งตัวมากยิ่งขึ้น โดยสามารถประดับผมด้วยผ้าโพกหัวได้ทั้งสาวผมยาว และสาวผมส้นเลย
โดยอาจจะปล่อยผมตรงธรรมชาติ ม้วนผมลอนสไตล์หวานๆ หรือจะมัดผมหางม้าแล้วพันผ้าโพกหัว ก็ช่วยเสริมลุคให้ ดูดีมีสไตล์ เป็นของตัวเอง แบบไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำจำเจเหมือนคนอื่นๆ

อันดับ 5  โดนัทมัดผม
ไอเทมอีกชิ้นสำหรับสาวอินเทรนด์ตัวแม่ ถ้าให้มัดผมหางม้าด้วยยางรัดผมธรรมดาๆ มันก็ไม่ชิคแนะนำให้ลองหาซื้อโดนัทมัดผม อันใหญ่ไซส์จัมโบ้ มีความฟูๆ ฟ่องๆ ที่ให้ฟีลยุค 90 มาใช้ประดับทรงผมให้สวยเด่นกัน 

อันดับ 4  ริบบิ้นแบรนด์เนม
สำหรับสาวๆ ที่ชอบความหรูหรา ดูแพง ให้ฟีลลูกคุณตัวจริง ก็ต้องกดเลิฟให้กับ “ริบบิ้นแบรนด์เนม”ค่ใช้ริบบิ้นแบรนด์เนมประดับตกแต่งผม ก็เสริมความเด่นให้ลุคดูแพงขึ้นกว่าเดิมได้แล้ว ถึงตอนนี้ยังซื้อกระเป๋าแพงๆ ไม่ไหว ก็ขออินกับริบบิ้นไปก่อนละกันใครที่เบื่อกับการรวบผมแบบเดิมๆ ที่สุดแสนจะธรรมดา ก็ให้ลองหาริบบิ้นแบรนด์เนมมาผูกผมดู รับรองว่าจะต้องติดใจจนผมทรงนี้กลายเป็นทรงโปรดที่ทำบ่อยๆ ในช่วงนี้แน่ๆ 

อันดับ 3 ผ้าผูกผม
ผ้าผูกผม จะต้องเป็นแอคเซสเซอรี่ที่ตอบโจทย์โดนใจ เพราะว่าผ้าผูกผมหลายสีสัน หลากดีไซน์ เป็นไอเทมที่เข้ากันได้กับทรงผมหลายทรง ทั้งผมหางม้า, ผมเปีย, ผมแกละ, ผมดังโงะ, ฯลฯ แค่เลือกผ้าผูกผมลวดลายที่ชอบแล้วนำมาผูกผม เท่านี้ก็ช่วยทำให้ทรงผมดูโดดเด่น น่ามอง

อันดับ 2 Sweatband
Sweatband หรือ ผ้าคาดศีรษะยางยืด ที่เป็นไอเทมที่ช่วยซับเหงื่อไม่ให้ไหลเข้าหน้าเข้าตาเวลาออกกำลังกาย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมแฟชั่นสำหรับใช้ประดับผมเช่นกันนะ แค่แต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงวอร์ม รองเท้าผ้าใบ แล้วคาดผมด้วย Sweatband ก็ช่วยเสริมความเป็นแฟชั่นนิสต้าได้

อันดับ 1 Padded Headband
ที่คาดผม หรือ Padded Headband มีลักษณะเส้นใหญ่ มีความหนาๆ ป่องๆ กว่าที่คาดผมแบบปกติ โดยมีให้เลือกตามความชอบทั้งแบบผ้าซาติน ผ้ากำมะหยี่ หรือแบบที่ประดับด้วยเพชร ช่วยเสริมลุคหรูแพงตามสไตล์ลูกคุณหนูนั่นเอง

แฟชั่นทรงผมทำไม่ยาก

เห็นไหมว่าแฟชั่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เสื้อผ้า รองเท้า หรือกระเป๋าเท่านั้นหรอกนะ แต่ยังมีแอคเซสเซอรี่ เทรนด์เครื่องประดับผม อีกมากมายให้สาวๆ อย่างเราได้ลองเลือกไปใช้ให้ ดูดีมีสไตล์ ตามฉบับของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากจะเปลี่ยนทรงผมธรรมดาๆ ให้ดูมีกิมมิคมากขึ้นกว่าเดิม ก็อย่าลืมเลือก ไอเทมติดผม ที่เราหยิบมาฝากกันวันนี้ตกแต่งทรงผมดูกันนะ 

 

Categories
ดูแลร่างกาย

อาหารสมานแผล มีอะไรบ้าง?

วิธีสมานแผล
วิธีสมานแผล

อุบัติเหตุสำหรับร่างกาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา และในขณะที่ร่างกายมีบาดแผล ก็ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ และช่วยให้บาดแผลหายได้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ อีกทั้งเพื่อลดการติดเชื้อของบาดแผลได้ด้วย วันนี้เราจึงมี อาหารสมานแผล มาแนะนำท่าผู้อ่านบทความนี้ค่ะ 

อาหารสมานแผล ได้แก่

สาร อาหารสมานแผล ให้หายเร็วขึ้น มีดังนี้

  1. สารอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี
    เนื่องจากวิตามินซี มีหน้าที่ในการสร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง และไม่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จึงสามารถทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ซึ่งวิตามินซีพบมากในผลไม้สดทุกชนิด ส่วนใหญ่ เป็นฝรั่ง มะละกอ ส้มต่างๆ สำหรับผักที่มีวิตามินซีสูง เช่น บร็อคโคลี่ พริกหวานสีแดง หากอยากนำผักและผลไม้มาทำอาหารที่ช่วยเรื่องสมานแผล ควรใช้ปริมาณที่ควรรับประทาน 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน
  2. สารอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
    สาเหตุที่ธาตุเหล็ก ทำให้ แผลหายเร็ว ขึ้นได้ เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญในเม็ดเลือดแดง ที่คอยส่งออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณบาดแผล เมื่อบริเวณแผลได้รับออกซิเจนและสารอาหารอื่นๆ อย่างครบถ้วน จะทำให้แผลของเราสมานติดกันได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  3. สารอาหารประเภทโปรตีน
    โปรตีนที่เรารู้จักกันดี มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ซึ่งโปรตีนจะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์ประสานยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน แนะนำให้รับประทานเพิ่มจากปริมาณเดิมที่เคยรับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ส่งผลให้ แผลสมาน เร็วขึ้น
  4. สารอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ
    วิตามินเอ มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ จึงช่วยสมานแผลได้ ซึ่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง อย่างเช่น ปลา ผักใบเขียว  แคนตาลูป แครอท มันเทศ มะม่วง แตงโม มะละก และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อของแผลได้อีกด้วย
  5. สารอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี
    อาหารที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อไก่ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดถั่ว จะช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ เพราะสังกะสีจะไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ผิวใหม่ แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนมาช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวหนังได้มากขึ้น

นอกจากสารอาหารดังกล่าวยังมีพืชสมุนไหรที่สามารถช่วยได้

นอกจาก อาหารสมานแผล ดังที่กล่าวมาข้าต้นแล้ว ยังมีผลการทดลองจากคลินิกสำหรับพืชสมุนไพรอย่างขมิ้น มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวขึ้นใหม่ เมื่อทดลองใช้ขมิ้นในการรักษาแผลผุพองเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะในผู้ป่วย 60 ราย แล้วติดตามดูแผลพุพองหลังการรักษา 21 วัน พบว่า ผู้ป่วยทุกรายหายจากโรค และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหรือข้อแตกต่างระหว่างการใช้ขมิ้นและยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ขมิ้นจึงช่วยให้ แผลสมาน และ แผลหาย เร็วขึ้น

Categories
เกร็ดความรู้

วิธีการ ดูแลหู ที่ทุกคนควรรู้

การทำความสะอาดหู
การทำความสะอาดหู

หู เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับฟังเสียงและทรงตัวของร่างกาย โดยหูของคนเรานั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลาง และหนูส่วนใน ซึ่งการ ดูแลหู ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้

การ ดูแลหู สามารถทำได้ ดังนี้

หลายคนอาจจะละเลยกับการ ดูแลหู วันนี้เรามีวิธีการดูแลมาแนะนำ มาดูกันเลยค่ะว่าทำได้อย่างไรบ้าง

  1. การทำความสะอาดหู
    สามารถทำได้ โดยให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดพอหมาดเช็ดบริเวณใบหู และรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น
  2. เมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือ อุดจมูกข้างใดข้างหนึ่งในขณะสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้เชื้อโรคในคอ และ จมูกถูกดันเข้าสู่หูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื่อเป็นโรคหูน้ำหนวกได้นั่นเองค่ะ
  3. ควรระมัดระวังอย่าให้หูได้รับการกระทบกระแทกแรงๆ เช่น การตบหูด้วยมือทั้ง 2 ข้าง การกระแทกจากแรงลูกบอล เป็นต้น เพราะจะทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด หรือกระดูกหลุดจนเป็นเหตุให้เกิดการได้ยินลดลงได้
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก เช่น เสียงดนตรีดังๆ ในสถานบันเทิง เสียงเครื่องจักรในโรงงาน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใส่เครื่อง ป้องกันเสียงหรือที่ครอบหู และหากต้องการทำงานในที่เสียงดังมากๆ ควรได้รับการตรวจการได้ยินทุกๆ 6 เดือน
  5. ขี้หู เป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นตามธรรมชาติ ด้วยจำนวนที่พอเหมาะ และแตกต่างกัน อาจจะแห้งหรือเปียก ขี้หูหากมีจำนวนมากจะไหลออกมาเองจำไม่จำเป็นต้องปั่น หรือ แคะหู สำหรับคนที่มีขี้หูมาก จับเป็นก้อนอุดตันหู จนทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัด หรือหูอื้อ ไม่ควรแคะหูเอง หรือใช้วัสดุแปลกปลอม แหย่เข้าไปเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหูได้ และควรไปปรึกษาแพทย์
  6. หากมี อาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหู เช่น หูอื้อ ปวดหู คันหู มีน้ำหนอง หรือเลือดไหลออกมาจากหู การฟังเสียงลดลง ควรรับการตรวจจาก แพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก และหากตรวจ พบว่า แก้วหูทะลุหรืออักเสบ ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ขณะอาบน้ำ หรือสระผม ควรใช้สำลีอุดหู หรือใช้หมวกพลาสติกคลุมผมปิดถึงใบหูด้วย

การหยอดยาทำความสะอาด

หากทำการ ดูแลหู แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่า หูอื้อ หรือ หูผิดปกติ แล้วอยากต้อง การทำความสะอาดหู แนะนำว่าควรหยอดยา และทำอย่างถูกวิธีดังนี้

  1. นอนตะแคงและหันหูด้านที่ต้องการหยอดยาขึ้น จากนั้นยกศีรษะให้ระนาบกับพื้น เพื่อให้ช่องหูอยู่ในแนวดิ่ง
  2. ระวังอย่าให้ขวดหยอดยาสัมผัสกับหู ให้หยอดตามคำแนะนำของแพทย์ และทิ้งไว้ 10 นาที
  3. จากนั้นลุกขึ้น และใช้กระดาษชำระเช็ดบริเวณรอบๆ หู
Categories
เกร็ดความรู้

วิธีดูแลผมหลังทำสี มีอะไรบ้างนะ

วิธีดูแลผมหลังทำสี มีอะไรบ้างนะ
วิธีดูแลผมหลังทำสี มีอะไรบ้างนะ

สาวๆ หลายคนเมื่อทำสีผมมาก็มีความกังวลกันแน่นอนว่า สีผมจะหลุดไหม สีจะลอกหรือเปล่า แต่ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ เชื่อว่าคุณต้องหมดห่วงแน่นอนค่ะ เพราะบทความนี้เราจะมาแนะนำ วิธีดูแลผมหลังทำสี มาดูกันเลยค่ะ

วิธีดูแลผมหลังทำสี สามารถทำได้ง่ายๆ

หลังทำสีผม การสระผม เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เป็นขั้นตอนที่จะมองข้ามไปไม่ได้ เพราะการที่จะสระผมนั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน วิธีดูแลผมหลังทำสี นั่นเองค่ะ โดยในขั้นตอน สระผมหลังทำสี สามารถทำได้ดังนี้

  • หลังจากทำสีมาแล้ว ควรรอเวลาอย่างน้อย 72ชั่วโมง ค่อยเริ่มสระผมได้ เพราะ หากเริ่มสระผมเร็วเกินไป สีผมก็จะหลุดออกมาได้ง่าย เนื่องจากเส้นผมยังไม่ปิด
  • ไม่ควรใช้น้ำร้อนในการสระผมโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อเส้นผมโดนความร้อนจากน้ำ จะทำให้เส้นผมเปิด เมื่อเราสระผมก็จะทำให้สีหลุดออกมาได้ง่าย เป็นที่มาของสีผมไม่ติดทนหรือสีผมเพี้ยนไปจากเดิมนั่นเอง
  • แนะนำว่าไม่ควรสระผมบ่อยเกิน เพราะนอกจากจะทำให้ความชุ่มชื้นในเส้นผมลดลงแล้วยังทำให้สีผมไม่ติดทนนั่นเอง เราขอแนะนำให้สระผมสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ต่อสัปดาห์จะดีกว่า
  • แนะนำว่าให้ใช้สเปรย์หรือครีมป้องกันเส้นผมจากความร้อนก่อนที่จะใช้อุปกรณ์ทำผมที่มีความร้อน เพื่อไม่ให้ผมแห้งเสีย
  • ผมแห้งเสียเป็นสาเหตุที่ทำให้สีผมหลุดลอกเร็วขึ้น ดังนั้นก่อนทำสีผมควรตัดผมส่วนที่เสียทิ้งก่อน นอกจากจะได้กำจัดผมเสียแล้ว ยังทำให้สีผมที่ทำไปสวยและเป็นประกายขึ้นด้วยนะคะ
  • พยายามอย่าให้เส้นผมโดนคลอรีนบ่อยๆ เพราะคลอรีนสามารถกัดสีผมได้
  • ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น ยาสระผม ครีมนวด ที่มีสารอาหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผม ลดปัญหาผมชี้ฟู และช่วยให้เส้นผมมีน้ำหนักจัดทรงง่าย เรียบตรง ให้ผมที่ทำสีจะดูสุขภาพดี เปล่งประกายเงางาม นุ่มสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

การทำสีผมบ่อยอาจก่ออันตรายต่อหนังศีรษะได้

นอกจาก วิธีดูแลผมหลังทำสี ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการ เปลี่ยนสีผม บ่อยจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นผมได้รับการทำลายจากสารเคมี นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากมี ผมสวยสุขภาพดี แนะนำให้หมั่นบำรุงผมให้สวยเงางามตามสีผมธรรมชาติ

Categories
เกร็ดความรู้

วิธีดูแลผิวแห้ง ให้ชุ่มชื้นน่าสัมผัส

ฟื้นฟูสภาพผิว
ฟื้นฟูสภาพผิว

ผิวแห้ง เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สาวๆ รู้สึกไม่สบายใจ จึงการดูแลใส่ใจมากเป็นพิเศษ บอกเลยว่าใครที่เผชิญกับปัญหาผิวแห้งอยู่ หากไม่รีบหา วิธีดูแลผิวแห้ง นั้น ก็จะยิ่งทำให้ผิวอ่อนแอมากขึ้น จนอาจเกินการที่จะเยียวยา หรือฟื้นฟูได้ 

วิธีดูแลผิวแห้ง ทำง่ายๆ ได้ที่บ้าน

วิธีดูแลผิวแห้ง สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการรับประทานอาหาร ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน ถั่ววอลนัท ถั่วเหลือง ถั่วแระและผักโขม เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จึงสามารถช่วยเสริมสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้เกิดความสมดุล และส่งผลทำให้ ผิวนุ่มชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถบำรุงได้จากพืชสมุนไพร ที่สามารถหาได้ง่ายๆ บางบ้านอาจจะมีอยู่แล้วก็ได้ ซึ่ง พืชสมุนไพรดูแลผิว มีดังนี้

  1. ว่านหางจระเข้
    ว่านหางจระเข้ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยบำรุงผิวแห้ง เพราะสามารถช่วยในการเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้หรือทาด้วยวุ้นว่านหางจระเข้สดเป็นประจำก็จะช่วยเติมน้ำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้นได้เร็วเช่นกันค่ะ
  2. น้ำมันมะกอก หรือ น้ำมันมะพร้าว
    เลือกใช้น้ำมันอย่างใดอย่างหนึ่ง มาทาลงบนผิวพร้อมกับนวดบำรุงผิวที่มีความแห้งกร้านเป็นประจำ รับรองว่าผิวจะกลับมาชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้านแน่นอนค่ะ

  3. ผลไม้
    ผลไม้ นอกจากจะมีวิตามินที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังสามารถนำมาบำรุงผิวเพื่อลดผิวแห้งกร้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เช่น การพอกผิวด้วยกล้วยหอม มะม่วงสุก หรือสัปปะรด เป็นต้น ซึ่งผลไม้ดังกล่าวสามารถทำให้ผิวแห้งกร้านกลับมาเรียบนุ่ม และชุ่มชื้นอีกครั้ง นับเป็นวิธีบำรุงผิวแห้งแบบเรียบโดยง่าย และประหยัดมากเลยค่ะ

นอกจากพืชสมุนไพร ยังมีอื่นๆ ด้วย

นอกจาก วิธีดูแลผิวแห้ง ดังที่แนะนำไว้ข้างต้น ยังสามารถรับประทานอาหารเสริม ช่วยแก้ปัญหา ผิวแห้ง อาจมาจากร่างกายขาดวิตามิน ดังนั้นการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ จะสามารถช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้กับร่างกายและ ฟื้นฟูสภาพผิว แห้งให้กลับมาเนียนนุ่มอีกครั้งได้ หรือ สามารถดื่มน้ำมากๆ เพราะหากร่างกายขาดน้ำมากๆ นั่นก็หมายความว่าผิวของเราก็จะขาดความชุ่มชื้นตามไปด้วย จึงต้องดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8-10 แก้ว เพื่อให้ความความชุ่มชื้นให้กับผิว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องแอร์ที่อากาศเย็นจัดเป็นเวลานานๆ หรือ เวลาอาบน้ำก็ไม่ควรอาบน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือแม้กระทั่งใช้สบู่ที่มีฟองมากเกินไปก็เป็นสาเหตุให้ผิวแห้งกร้านได้เหมือนกันค่ะ

Categories
ดูแลร่างกาย

วิธี ดูแลสุขภาพกาย และเพื่อชีวิตที่ดี

วิธีดูแลสุขภาพกาย
วิธีดูแลสุขภาพกาย

หลายๆ คนคงอาจจะคิดว่าการร่ำรวยเงินทอง มากด้วยลาภยศ นั่นเป็นบ่อเกิดของความสุข
แต่หารู้ไม่ว่าจะมีความสุขกับเงินที่หามาได้อย่างไร หากร่างกายไม่เอื้ออำนวย หากเจ็บไข้ ได้ป่วย จนต้องเข้าโรงพยาบาลไปพบหมอมากกว่าได้เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว การ ดูแลสุขภาพกาย จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญซึ่งก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

วิธีดูแลสุขภาพกาย 7 วิธี

สำหรับวิธีการ ดูแลสุขภาพกาย เราได้สรุปเพื่อมานำเสนอท่านผู้อ่าน 7 ข้อ ดังนี้ 

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา

ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

2.ดื่มน้ำให้พอเพียง

พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของ สุขภาพและความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้สดชื่นผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดี อีกทั้งยังช่วยสลายไขมัน ซึ่งจะช่วย ลดความอ้วน ได้อีกด้วย

4.นอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียง

นอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียงไม่เพียงแต่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังทำให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใส มีพลังในการทำงานและการใช้ชีวิต

5.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันว่า การสูบบุหรี่และดื่มเหล้านั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด การหลีกเลี่ยงหรือพยายามลด ละ เลิก พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น เพราะหากคุณไม่รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็ย่อมเป็นการลดปัจจัยที่จะมาทำลายสุขภาพของคุณนั่นเอง

6.รักษาสุขภาพจิตให้ดี

การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพดีไปด้วย และการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นก็สามารถทำได้โดยการทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ หากิจกรรมที่ชอบทำ ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม เป็นต้น

7.ให้เวลากับคนในครอบครัว

ความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เป็นแหล่งที่มาอีกแห่งหนึ่งของความสุข การให้ความสนใจกับธุระการงานจนลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับคนในครอบครัวย่อมทำให้ความสุขในครอบครัวลดน้อยลง ใส่ใจกับครอบครัวให้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เท่านี้คุณก็หาความสุขได้ในทุกๆ วันได้แล้ว

ความสุขสร้างได้ด้วยร่วงกายที่แข็งแรง

สุขภาพและความสวยงาม ของร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ หรือ สามารถ ลดความอ้วน จนมีหุ่นที่ดี นั่นก็เป็นแหล่งกำเนิดของความสุขของตัวเองอีกด้วย ดังนั้นเราควร ดูแลสุขภาพกาย กันนะคะ

Categories
ดูแลร่างกาย

สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด ออกกำลังกาย ทันที

สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด
สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด

การที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง ส่วนใหญ่ก็มาจากการ ออกกำลังกาย แต่ถ้าทำมากไป หรือ หักโหมเป็นเวลาที่มากเกินไป จนลืมหันมาสังเกตุตัวเอง นอกจากจะทำเพื่อให้มีร่างกายและสุขภาพที่ดีแล้ว อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเราเองภายหลังได้

9 สัญญาณหากเกิดขึ้นต้องหยุด ออกกำลังกาย ทันที

เมื่อ ออกกำลังกาย เพื่อให้ ดังนั้น ลองสังเกตุตัวของเราดูว่า หากร่างกายมีสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ ควรหยุดออกกำลังกายโดยทันที

สัญญานอันตราย ที่บ่งบอกว่าควรหยุดออกกำลังกายทันที

1.เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะออกกำลังกาย

2.ขณะออกกำลังกายมีอาการใจสั่น เต้นรัวและเร็วมากกว่าปกติ

3.มีอาการมึน หรือปวดศีรษะ

4.สายตาเริ่มพร่ามัว

5.มีเหงื่อออกมากกว่าปกติ มีอาการมือหรือเท้าเย็น

6.อึดอัด หายใจได้ไม่ทั่วท้อง

7.รู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ

8.มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

9.หน้ามืดจะเป็นลม หรือรู้สึกว่ากำลังจะไม่ได้สติ

หากเคยมีอาการใดอาการหนึ่งจากทั้งหมด 9 ข้อนี้ นั่นเริ่มบ่งบอกถึงสัญญาณอันตราย และในการออกกำลังกายครั้งถัดไป หากท่านยังมีอาการเหล่านี้อยู่ สิ่งที่แรกควรปฏิบัติคือ ควรหยุดออกกำลังกายโดยทันที

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่หยุดพัก

เมื่อเกิดอาการดัง สัญญาณอัตราย ที่กล่าวไว้ข้างต้น แล้วไม่ยอมหยุด ออกกำลังกาย เพราะหวังว่าจะทำให้ สุขภาพแข็งแรง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดมาก เพราะจะก่อให้เกิดสาเหตุของการออกำลังกายครั้งต่อไปไม่ได้อีก สาเหตุที่ไม่ามารถออกกำลังกายได้ มีดังนี้

1.หักโหมในการออกกำลังกายมากจนเกินไป จนเกินขีดจำกัดของร่างกายที่รับไหว

2.อากาศร้อนอบอ้าว หรือมีอากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ อาจทำให้หายใจไม่สะดวก จนถึงขั้นเป็นลม หมดสติได้

3.ร่างกายได้รับสารอาหารต่อวันไม่เพียงพอ เมื่อใช้พลังงานมาก จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ

4.พักผ่อนน้อยเกินไป อาจทำให้หน้ามืดได้

5.ออกกำลังกายในขณะรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะย่อยอาหาร การออกกำลังกายจะทำร่างกายเกิดการบาดเจ็บได้

6.ร่างกายขาดน้ำ เมื่อออกกำลังกาย อาจเหนื่อยมากจนมีอาการช็อคได้

7.อยู่ในสภาวะเจ็บป่วย หรือหายแล้วแต่ร่างการยังฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่         

8.มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคหอบหืด เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรออกกำลังกายให้เหมาะกับโรคที่เป็นอยู่ เช่น เป็นโรคหัวใจ หรือหอบหืด ควรออกกำลังกายเบาๆ เพื่อไม่ให้ร่างการเหนื่อยมาก หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงใกล้เวลานอน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

รู้เช่นนี้แล้ว ก่อนออกกำลังกายควรตรวจเช็คความพร้อมของร่างกายว่าอยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการออกกำลังกายแล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต และเพื่อสุขภาพที่ดีที่คุณสามารถสร้างขึ้นได้