กาแฟจะให้คุณหรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับเรา

กาแฟจะให้คุณหรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับเรา

กาแฟจะให้คุณหรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับเรา

กาแฟจะให้คุณหรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับเรา

                กาแฟเป็นอาหารที่อยู่กับมนุษย์เรามาช้านาน ในกาแฟมีสารออกฤทธิ์ก็คือคาเฟอีน และในกาแฟก็ยังมีสารออกฤทธิ์อีกหลายอย่างเลยค่ะ วันนี้เราจะแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ประโยชน์ของกาแฟและข้อเสียของกาแฟ แน่นอนค่ะว่ากาแฟหรืออาหารทุกชนิดบนโลกนี้เราไม่สามารถตอบได้เต็มปากว่าอะไรดี อะไรไม่ดี เพราะตัวอาหารต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติให้มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครรับประทานแล้วดี ใครรับประทานแล้วไม่ดี กาแฟก็เช่นกัน ทุกอย่างที่เป็นอาหารต้องดำเนินตามทางสายกลาง ทานเยอะเกินไปอาจจะให้โทษได้ หรือถ้าทานน้อยเกินไปอาจจะไม่ออกฤทธิ์  

               ก่อนจะไปเรื่องประโยชน์และโทษของกาแฟ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมบางคนกินกาแฟแล้วดี ทำไมคนกินกาแฟก่อนนอนแล้วหลับได้ บางคนกินแค่ช่วงบ่ายกลางคืนก็นอนไม่หลับ ทำไมมนุษย์เราแต่ละคนต่างกัน ในปัจจุบันมีการวิจัยออกมารองรับแล้วว่าร่างกายมนุษย์ไม่เหมือนกันสักคน โดยเฉพาะเรื่องยีนส์ หรือ Genetics ยีนหรือรหัสพันธุกรรมในร่างกายของเรานี้จะมีอยู่ประมาณ 2-3 ยีนส์ในปัจจุบันที่วิจัยว่ามีส่วนรับผิดชอบสำคัญในเรื่องของการจัดการขจัดคาเฟอีนในร่างกายเรา เวลาเรารับประทานกาแฟหรืออะไรก็ตามที่มีคาเฟอีนก็จะถูกเข้าไปในร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ คาเฟอีนนั้นเวลาเราทานประมาณ 20 นาทีจะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดและเริ่มออกฤทธิ์แล้ว โดยจะออกฤทธิ์สูงสุดประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเราทานกาแฟไปแล้วอีก 1 ชั่วโมงก็จะออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่า ทำงานได้

กาแฟ
ภาพจาก : khundee

ประโยชน์ของกาแฟ

               1.กาแฟเนี่ยเป็นแหล่งอาหารสำคัญของ สารต้านอนุมูลอิสระ ในเมล็ดกาแฟมีสาร Antioxidant เยอะมาก อยู่ในระดับต้น ๆ ของอาหารทั้งหมดเลย และมีหลายบริษัทที่เขานำเมล็ดกาแฟไปทำเป็นครีมทาหน้า ทำเป็นแมสก์เพื่อเอาไว้แมสก์หน้า ซึ่งสรรพคุณในด้านสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดกาแฟประกอบไปด้วยวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 หรือ Riboflavin วิตามินบี 3 หรือ Niacin วิตามินบี 5 หรือ Pantothenic acid โฟลิก หรือวิตามินบี 9 มีแมงกานีส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส นี่คือประโยชน์ของเมล็ดกาแฟ

               2.เมื่อกาแฟมีสารคาเฟอีนอยู่ในนั้นเยอะก็จะมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง ก็คือคาเฟอีนไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารที่ชื่อว่าอะดีโนซีน ซึ่งสารอะดีโนซีนตัวนี้มีฤทธิ์ผ่อนคลายสมองทำให้เราง่วงนอนเพราะคาเฟอีนไปหยุดสมองก็ตื่นตัว เพราะว่าตัวหนึ่งที่ทำให้อยากง่วงอยากนอนผ่อนคลาย โดยหยุดไว้แล้วทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนหรือว่าสารที่กระตุ้นสมองมากขึ้นก็คือโดปามีน นอร์เอพิเนฟริน ทำให้เราสมองตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า นั่นก็คือเคล็ดลับที่ซ่อนอยู่ว่าทำไมเวลาเราทานกาแฟเข้าไปอีกสัก 20 นาทีเริ่มมาแล้วสัก 1 ชั่วโมงรู้สึกทำงานได้ จริง ๆ แล้วนี่คือสิ่งสำคัญว่าในปัจจุบันที่คนเรานอนไม่ดี มีคุณภาพน้อยลง นอนดึก นั่งสมาธิน้อย หลับไม่ลึก พอตื่นมาพลังเราก็ขาดแคลน พลังเราขาดแคลนเราก็เติมอาหารกระตุ้นเข้าไป ถ้าวันสองวันทำบางครั้ง นาน ๆ ทำทีคงไม่เป็นไร แต่หลายคนทำแบบนี้เป็นกิจวัตรประจำวันทำให้เกิดผลเสียไม่ใช่ยาวิเศษที่เวลานอนไม่อิ่มแล้วตอนเช้ามาก็เติมกาแฟเข้าไป 1 แก้ว แล้วพอพลังหมดเติมอีกแบบนี้จะมีปัญหาในอนาคต                                                        

               3.มีการวิจัยไว้ว่ากาแฟสามารถเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายเราได้ผ่านสารที่ชื่อว่าคาเฟอีน, ทีโอฟิลลีน (Theophylline) มีการวิจัยไว้ใน American Journal of Clinical Nutrition และ Annals of Nutrition and Metabolism ว่าการทานกาแฟสามารถเพิ่มการเผาผลาญและอุณหภูมิการเผาผลาญในร่างกายได้ประมาณ 3-11% และมีการวิจัยไว้ใน The American Journal of Physiology ในปี 1995 ว่ากาแฟสามารถเพิ่มการเผาผลาญหรือเผาผลาญเซลล์ไขมันได้ ในการวิจัยยังระบุไว้ด้วยว่าคนที่มีหุ่นปกติสามารถเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ถึง 29% และในคนหุ่นอ้วนหรือว่าคนเป็นโรคอ้วนสามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ 10% นี่คือประโยชน์ของกาแฟในเรื่องของการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ Boost Metabolism ไม่ว่าจะเป็นการสลายเซลล์ไขมันในร่างกายเป็นต้น มีงานวิจัยอีก 1 อันในข้อที่ 3 นี้ว่า The International Journal of Obesity ก็คือสมาคมโรคอ้วน ในปี 1999 พบว่าเมื่อทานกาแฟเข้าไปแล้วคาเฟอีนจะไปไปกระตุ้น Noradrenaline Lipolysis ก็คือฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มากระตุ้นให้เซลล์ไขมันเขาทำลายหรือเผาตัวเอง และที่เรากำลังพูดถึงนั้นคือกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล

ข้อเสียของกาแฟ

               1.สำหรับผู้ที่เป็น Slow Metabolism หรือตับมีพันธุกรรม Cytochrome P1A2 เผาผลาญคาเฟอีนได้ช้ากว่าปกติใครที่เคยเจาะพันธุกรรมไปดูรหัสตัวนี้ ส่วนใครที่ไม่เคยเจาะก็ให้สังเกตดู การสังเกตก็พอจะบอกได้ว่าของบางอย่างถ้าเราทานแล้วรู้สึกไม่ดีมีอาการตามนี้น่าจะเผาผลาญช้า ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงหรือทานน้อย เวลาที่คาเฟอีนเข้าไปอยู่ในร่างกายมากกว่าที่ร่างกายต้องการจะเกิดอาการกระสับกระส่าย วิตกกังวล เวียนหัว คลื่นไส้อยากอาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วนอาจจะมีท้องเสียในบางคน นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ตื่นบ่อย ปัสสาวะเยอะ หัวใจเต้นแรง หัวใจเต้นเร็ว มีอาการปวดหัว และมือสั่น ใครมีอาการเหล่านี้พอจะอนุมานได้ว่าเผาผลาญคาเฟอีนได้น้อยแน่ ๆ เลยการรับประทานชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ต้องระมัดระวังมาก ๆ คนที่มีอาการเหล่านี้ก็ควรจะทานวันหนึ่งไม่เกิน 100 มิลลิกรัมคาเฟอีนต่อวัน

               2.คาเฟอีนหรือกาแฟไม่แนะนำในคนท้อง เพราะคาเฟอีนสามารถข้ามไปสู่ทารกได้ทางสายสะดืออาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้ มีการวิจัยว่าถ้าทานคาเฟอีนในช่วงคุณแม่ตั้งท้องเยอะอาจจะทำให้คลอดก่อนกำหนด อาจจะทำให้ทารกที่เกิดมาตัวเล็กหรือน้ำหนักน้อย

               3.การรับประทานกาแฟถ้าเป็นกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง แต่กาแฟในปัจจุบันที่หลายคนทานนั้นเป็นกาแฟที่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม และนมข้นค่อนข้างเยอะ เพราะชอบรสหวานมัน นอกจากนี้ยังชอบใส่วิปครีมอีก ต้องระวังให้มาก ๆ เพราะมีการวิจัยไว้ข้อมูลจาก สสส. ว่ากาแฟเย็น 1 แก้วที่ใส่นม ใส่น้ำตาล ใส่ครีมเทียมให้พลังงานสูงถึง 100-400 กิโลแคลอรี่ ถ้าเกิดว่าทานเยอะนี่ทำให้อ้วนได้เลย และใน 1 แก้วกาแฟเย็นขนาดประมาณ 20 ออน มีน้ำตาลประมาณ 3-10 ช้อนชา มนุษย์เรา 1 คน 1 วัน ควรจะบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา แบ่งออกเป็น อาหารเช้า กลางวัน เย็น รวมกับผลไม้แล้วไม่เกิน 6 ช้อนชา เจอกาแฟเย็นเข้าไปแก้วเดียว 10 ช้อนชา เบาหวานถามหาแน่ ๆ แบบนี้น่ากลัวมาก ๆ ต้องระมัดระวัง แถมมีไขมันสูงถึง 22 กรัม ดังนั้นถ้าใครชอบกินกาแฟเย็นหวานมันต้องระวังมาก และมีข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขว่าลาเต้เย็น 1 แก้ว มีแคลอรี่สูงถึง 288 กิโลแคลอรี่ คาปูชิโนเย็น 1 แก้ว มีแคลอรี่สูงถึง 303 กิโลแคลอรี่ มอคค่าเย็น 1 แก้ว มีแคลอรี่สูงถึง 400 กิโลแคลอรี่ แฟรบปูชิโน่มีครีมเทียม วิปครีมเข้าไปด้วย 1 แก้ว มีแคลอรี่สูงถึง 561 กิโลแคลอรี่ ต้องบอกว่าเยอะมากมากจริง ๆ และชาไข่มุกนี้ก็มีคาเฟอีนเช่นกัน ซึ่งชาไข่มุกมีน้ำตาลเฉลี่ยในตลาดประมาณ 10-18 ช้อนชา โดยปกติแล้วให้รับประทานน้ำตาลได้ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา รวมไข่มุกเข้าไปอีกแก้วเดียวได้ถึง 18 ช้อนชาเลยทีเดียว และสิ่งที่จะตามมาก็คือโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองแตก และแคลอรี่ชาไข่มุก 1 แก้วประมาณ 300-400 กิโลแคลอรี่ กาแฟนี่ไม่เท่าไหร่แต่สารที่ใส่เข้าไปเติมนี่แหละที่เราต้องระวังมาก ๆ นี่คือสิ่งสำคัญ

                วันนี้เราก็ได้รู้ว่ากาแฟนั้นมีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้างแล้วพอสมควรนะคะ ตอนนี้อาจจะทำให้หลาย ๆ คนรู้แล้วว่ากาแฟหรืออะไรก็ตามถ้าทานมากเกินไปอาจจะให้โทษ แต่ถ้าไม่ทานเลยก็อาจจะขาดแคลน ดังนั้นไม่ว่าจะทานอะไรเราก็ควรดูที่ความเหมาะสม ที่สำคัญเอาตัวเราเป็นหลักและอยู่ในทางสายกลางจะดีที่สุดค่ะ ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตามที่ปรารถนาไว้นะคะ