Categories
ดูแลร่างกาย

Work from home อย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

work for home
work for home

                ด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทำให้ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันบางท่านอาจจะต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานจากบริษัทต่างๆมาทำงานที่บ้านแทนการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลาดันนานในอิริยาบถเดิมเดิมหากจัดระเบียบร่างกายที่ไม่ถูกต้องก็จะเกิดขึ้นต่อผลกระทบที่ส่งผลถึงกระดูกกล้ามเนื้อในระยะยาวได้ดังนั้นเราจะเชิญชวนทุกท่านมาร่วมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการWork from homeอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพกันค่ะ

  1. มีการจัดการชีวิตของตัวเองให้เป็นปกติในช่วงนี้แม้สถานการณ์ยังไม่ปกติเราจำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างกลายเป็นปกติดังเดิมที่ต้องมีการวางแผนงานให้ชัดเจนว่าในแต่ละวันเราต้องวางแผนงานว่าเราจะทำอะไรบ้างโฟกัสงานทีละชิ้นพักสายตาทุก 1 ชั่วโมงหรือลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างเราจำเป็นต้องแบ่งเวลาการพระเวลาเลิกงานไว้อย่างชัดเจนเนื่องจากหากเรากลับมาทำงานที่บ้านแล้วเสมือนว่าเราต้องทำงานถึง 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียวแต่หากเราแบ่งเวลาให้เป็นก็จะสามารถทำให้ร่างกายได้มีเวลาผ่อนคลายลงได้บ้าง
  2. ระมัดระวังในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการอยู่บ้านค่าไฟนั้นจะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการอยู่บ้านทั้งวันจะช่วยเพิ่มปริมาณของก๊าซไฟรวมถึงมีการเปิดแอร์ที่ปกติแล้วในช่วงระยะเวลาทั้งวันเราจะอยู่ที่บริษัทจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าไฟลงไปได้แต่ในเมื่อกลับมาบ้านแล้วทางที่ดีควรเปิดอุณหภูมิแอร์ที่สูงขึ้นมาหน่อยในระยะเวลากลางวันก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้เช่นกันรวมถึงค่าอาหารจะมีการสั่งอาหารบ่อยๆจากร้านอาหารออนไลน์ทำให้ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงขึ้นจากการสั่งอาหารได้ ทางที่ดีนั้นเราใช้ช่วงนี้ในการฝึกการเข้าครัวทำอาหารรวมถึงการหันมาทานอาหารที่รักสุขภาพมากขึ้นจะช่วยให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารที่ดีมีสุขภาพจากการปรุงอาหารด้วยรสมือของตนเองมากขึ้น
  3. 3. เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นรายได้เมื่อเราได้อยู่ในบ้านจะมีเวลาที่เราได้อยู่กับตนเองทำให้เราได้มีการทบทวนว่าสิ่งใดที่เราชอบเป็นประจำ จะเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับเราเช่นการทำอาหารหากไปทำงานเป็นประจำจะไม่ค่อยมีเวลาฝึกในการทำอาหารใช้เวลาว่างเหล่านี้หรือใช้เวลาที่อยู่บ้านเรานี้เป็นเวลาในการฝึกฝนการทำอาหารก็สามารถสร้างหรือพัฒนารายได้มาจากการขายอาหารออนไลน์ได้เช่นกัน

                จะเห็นได้ว่าการอยู่บ้านด้วยกันทำงานก็นับว่ามีผลดีมากไม่น้อยแต่สิ่งที่ควรระวังคือระวังการที่เกิดภาวะเครียดหรือฟุ้งซ่านจากการอยู่บ้านบ่อยๆดังนั้นควรหาอาชีพเสริมหรืองานอดิเรกที่เราชอบและเราถนัดค้นพบตนเองให้เจอในช่วงเวลาของการอยู่บ้านนี้จะช่วยให้การอยู่บ้านของคุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น

Categories
ดูแลร่างกาย

อาหารสมานแผล มีอะไรบ้าง?

วิธีสมานแผล
วิธีสมานแผล

อุบัติเหตุสำหรับร่างกาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา และในขณะที่ร่างกายมีบาดแผล ก็ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ และช่วยให้บาดแผลหายได้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ อีกทั้งเพื่อลดการติดเชื้อของบาดแผลได้ด้วย วันนี้เราจึงมี อาหารสมานแผล มาแนะนำท่าผู้อ่านบทความนี้ค่ะ 

อาหารสมานแผล ได้แก่

สาร อาหารสมานแผล ให้หายเร็วขึ้น มีดังนี้

  1. สารอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี
    เนื่องจากวิตามินซี มีหน้าที่ในการสร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง และไม่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จึงสามารถทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ซึ่งวิตามินซีพบมากในผลไม้สดทุกชนิด ส่วนใหญ่ เป็นฝรั่ง มะละกอ ส้มต่างๆ สำหรับผักที่มีวิตามินซีสูง เช่น บร็อคโคลี่ พริกหวานสีแดง หากอยากนำผักและผลไม้มาทำอาหารที่ช่วยเรื่องสมานแผล ควรใช้ปริมาณที่ควรรับประทาน 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน
  2. สารอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
    สาเหตุที่ธาตุเหล็ก ทำให้ แผลหายเร็ว ขึ้นได้ เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญในเม็ดเลือดแดง ที่คอยส่งออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณบาดแผล เมื่อบริเวณแผลได้รับออกซิเจนและสารอาหารอื่นๆ อย่างครบถ้วน จะทำให้แผลของเราสมานติดกันได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  3. สารอาหารประเภทโปรตีน
    โปรตีนที่เรารู้จักกันดี มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ซึ่งโปรตีนจะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์ประสานยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน แนะนำให้รับประทานเพิ่มจากปริมาณเดิมที่เคยรับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ส่งผลให้ แผลสมาน เร็วขึ้น
  4. สารอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ
    วิตามินเอ มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ จึงช่วยสมานแผลได้ ซึ่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง อย่างเช่น ปลา ผักใบเขียว  แคนตาลูป แครอท มันเทศ มะม่วง แตงโม มะละก และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อของแผลได้อีกด้วย
  5. สารอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี
    อาหารที่มีธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อไก่ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดถั่ว จะช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ เพราะสังกะสีจะไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ผิวใหม่ แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนมาช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวหนังได้มากขึ้น

นอกจากสารอาหารดังกล่าวยังมีพืชสมุนไหรที่สามารถช่วยได้

นอกจาก อาหารสมานแผล ดังที่กล่าวมาข้าต้นแล้ว ยังมีผลการทดลองจากคลินิกสำหรับพืชสมุนไพรอย่างขมิ้น มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวขึ้นใหม่ เมื่อทดลองใช้ขมิ้นในการรักษาแผลผุพองเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะในผู้ป่วย 60 ราย แล้วติดตามดูแผลพุพองหลังการรักษา 21 วัน พบว่า ผู้ป่วยทุกรายหายจากโรค และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหรือข้อแตกต่างระหว่างการใช้ขมิ้นและยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ขมิ้นจึงช่วยให้ แผลสมาน และ แผลหาย เร็วขึ้น

Categories
ดูแลร่างกาย

วิธี ดูแลสุขภาพกาย และเพื่อชีวิตที่ดี

วิธีดูแลสุขภาพกาย
วิธีดูแลสุขภาพกาย

หลายๆ คนคงอาจจะคิดว่าการร่ำรวยเงินทอง มากด้วยลาภยศ นั่นเป็นบ่อเกิดของความสุข
แต่หารู้ไม่ว่าจะมีความสุขกับเงินที่หามาได้อย่างไร หากร่างกายไม่เอื้ออำนวย หากเจ็บไข้ ได้ป่วย จนต้องเข้าโรงพยาบาลไปพบหมอมากกว่าได้เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว การ ดูแลสุขภาพกาย จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญซึ่งก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

วิธีดูแลสุขภาพกาย 7 วิธี

สำหรับวิธีการ ดูแลสุขภาพกาย เราได้สรุปเพื่อมานำเสนอท่านผู้อ่าน 7 ข้อ ดังนี้ 

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา

ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

2.ดื่มน้ำให้พอเพียง

พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของ สุขภาพและความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้สดชื่นผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดี อีกทั้งยังช่วยสลายไขมัน ซึ่งจะช่วย ลดความอ้วน ได้อีกด้วย

4.นอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียง

นอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียงไม่เพียงแต่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังทำให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใส มีพลังในการทำงานและการใช้ชีวิต

5.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันว่า การสูบบุหรี่และดื่มเหล้านั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด การหลีกเลี่ยงหรือพยายามลด ละ เลิก พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น เพราะหากคุณไม่รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็ย่อมเป็นการลดปัจจัยที่จะมาทำลายสุขภาพของคุณนั่นเอง

6.รักษาสุขภาพจิตให้ดี

การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพดีไปด้วย และการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นก็สามารถทำได้โดยการทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ หากิจกรรมที่ชอบทำ ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม เป็นต้น

7.ให้เวลากับคนในครอบครัว

ความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เป็นแหล่งที่มาอีกแห่งหนึ่งของความสุข การให้ความสนใจกับธุระการงานจนลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับคนในครอบครัวย่อมทำให้ความสุขในครอบครัวลดน้อยลง ใส่ใจกับครอบครัวให้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เท่านี้คุณก็หาความสุขได้ในทุกๆ วันได้แล้ว

ความสุขสร้างได้ด้วยร่วงกายที่แข็งแรง

สุขภาพและความสวยงาม ของร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ หรือ สามารถ ลดความอ้วน จนมีหุ่นที่ดี นั่นก็เป็นแหล่งกำเนิดของความสุขของตัวเองอีกด้วย ดังนั้นเราควร ดูแลสุขภาพกาย กันนะคะ

Categories
ดูแลร่างกาย

สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด ออกกำลังกาย ทันที

สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด
สัญญาณร้ายที่บอกว่าควรหยุด

การที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง ส่วนใหญ่ก็มาจากการ ออกกำลังกาย แต่ถ้าทำมากไป หรือ หักโหมเป็นเวลาที่มากเกินไป จนลืมหันมาสังเกตุตัวเอง นอกจากจะทำเพื่อให้มีร่างกายและสุขภาพที่ดีแล้ว อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเราเองภายหลังได้

9 สัญญาณหากเกิดขึ้นต้องหยุด ออกกำลังกาย ทันที

เมื่อ ออกกำลังกาย เพื่อให้ ดังนั้น ลองสังเกตุตัวของเราดูว่า หากร่างกายมีสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ ควรหยุดออกกำลังกายโดยทันที

สัญญานอันตราย ที่บ่งบอกว่าควรหยุดออกกำลังกายทันที

1.เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะออกกำลังกาย

2.ขณะออกกำลังกายมีอาการใจสั่น เต้นรัวและเร็วมากกว่าปกติ

3.มีอาการมึน หรือปวดศีรษะ

4.สายตาเริ่มพร่ามัว

5.มีเหงื่อออกมากกว่าปกติ มีอาการมือหรือเท้าเย็น

6.อึดอัด หายใจได้ไม่ทั่วท้อง

7.รู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ

8.มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

9.หน้ามืดจะเป็นลม หรือรู้สึกว่ากำลังจะไม่ได้สติ

หากเคยมีอาการใดอาการหนึ่งจากทั้งหมด 9 ข้อนี้ นั่นเริ่มบ่งบอกถึงสัญญาณอันตราย และในการออกกำลังกายครั้งถัดไป หากท่านยังมีอาการเหล่านี้อยู่ สิ่งที่แรกควรปฏิบัติคือ ควรหยุดออกกำลังกายโดยทันที

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่หยุดพัก

เมื่อเกิดอาการดัง สัญญาณอัตราย ที่กล่าวไว้ข้างต้น แล้วไม่ยอมหยุด ออกกำลังกาย เพราะหวังว่าจะทำให้ สุขภาพแข็งแรง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดมาก เพราะจะก่อให้เกิดสาเหตุของการออกำลังกายครั้งต่อไปไม่ได้อีก สาเหตุที่ไม่ามารถออกกำลังกายได้ มีดังนี้

1.หักโหมในการออกกำลังกายมากจนเกินไป จนเกินขีดจำกัดของร่างกายที่รับไหว

2.อากาศร้อนอบอ้าว หรือมีอากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ อาจทำให้หายใจไม่สะดวก จนถึงขั้นเป็นลม หมดสติได้

3.ร่างกายได้รับสารอาหารต่อวันไม่เพียงพอ เมื่อใช้พลังงานมาก จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ

4.พักผ่อนน้อยเกินไป อาจทำให้หน้ามืดได้

5.ออกกำลังกายในขณะรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะย่อยอาหาร การออกกำลังกายจะทำร่างกายเกิดการบาดเจ็บได้

6.ร่างกายขาดน้ำ เมื่อออกกำลังกาย อาจเหนื่อยมากจนมีอาการช็อคได้

7.อยู่ในสภาวะเจ็บป่วย หรือหายแล้วแต่ร่างการยังฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่         

8.มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคหอบหืด เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรออกกำลังกายให้เหมาะกับโรคที่เป็นอยู่ เช่น เป็นโรคหัวใจ หรือหอบหืด ควรออกกำลังกายเบาๆ เพื่อไม่ให้ร่างการเหนื่อยมาก หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงใกล้เวลานอน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

รู้เช่นนี้แล้ว ก่อนออกกำลังกายควรตรวจเช็คความพร้อมของร่างกายว่าอยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการออกกำลังกายแล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต และเพื่อสุขภาพที่ดีที่คุณสามารถสร้างขึ้นได้

         

 

Categories
ดูแลร่างกาย

สุขภาพดี ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ

วิธีง่ายๆ ก็ทำให้เรามี สุขภาพที่ดี
วิธีง่ายๆ ก็ทำให้เรามี สุขภาพที่ดี

การมี สุขภาพดี เป็นเรื่องที่หลายคนล้วนปรารถนา แต่คงไม่ดีแน่หากร่างกายทรุดโทรม หรือมีการเจ็บป่วยที่บ่อยมากขึ้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำเคล็ดลับทำอย่างไรให้มีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง 

สุขภาพดี สร้างได้ด้วยวินัยตนเอง

ว่ากันว่ากายก็กายของเรา เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่นใส่ใจกับสุขภาพร่างกายของเราให้มากๆ เพื่อ
สุขภาพที่ดี นั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • กินอาหารที่มีประโยชน์
    อาหารเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้น จึงควรเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะร่างกายจะได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอเพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในส่วนต่าง ๆ และควร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ของทอด ของมัน เพราะถ้าร่างกายได้รับสารอาหารจำพวกนี้มากเกินไปก็จะทำให้กลายเป็นไขมันสะสมได้ในที่สุด
  • ควรฝึกการบริหารสมอง
    การบริหารสมองจะช่วยเสริมสร้างร่างกายได้เช่นกัน เพราะหากสมองปกติ ก็ย่อมส่งผลให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้การหัวเราะก็สามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะร่างกายของเรานั้นมีการ หลั่งสารเคมี ที่มีผลต่อระบบประสาทที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
  • เล่นโซเชียลให้น้อยลง
    ในปัจจุบันสื่อโซเชียลเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป การแชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ถ้าเราเสพโซเชียลในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพจิตใจตามมา แต่ถ้าหากมีการเสพจนมากเกินไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือเกิดอาการตาแห้งได้ เพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานานๆ และจะทำให้เราไม่รู้สึกเครียดจากการเสพข่าวต่างๆ ในด้านลบซึ่งจะส่งดีต่อ สุขภาพจิต โดยตรงนั่นเอง
  • ขยับสักนิดด้วยการออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้มีสุขภาพที่ดีแล้วยังสามารถช่วยต้านโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และยังทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นตามไปด้วย ทางที่ดีควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ด้วยการออกกำลังกายในแบบที่ง่ายๆ เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิค ก็จะทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    การพักผ่อนในแบบที่ดีที่สุดนั้นคือ การนอนหลับ เพราะในขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูในส่วนที่สึกหลอได้อย่างเต็มที่ โดยควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและควรเข้านอนให้ตรงเวลาทุกวัน เพราะถ้านอนดึกเกินไปจะทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าและยังส่งผลเสียต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า และเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ลองทำดูไม่ยากแน่

เป็นอย่างไรบ้างคะ แค่ไม่กี่วิธีง่ายๆ ก็ทำให้เรามี สุขภาพที่ดี ขึ้น แต่การจะได้มาซึ่งสุขภาพกาย ที่ดีนั้น ต้องใช้ความพยายามและความอดทนสักนิดในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การกินอาหาร รวมไปถึงการดูแล สุขภาพจิต ให้ดีขึ้น อย่าให้ตนเองเครียดเกินไป ควรให้สมองได้ หลั่งสารเคมี ออกมาบ้าง ถ้าสามารถทำได้ก็จะทำให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างจากโรคร้ายและมีอายุที่ยืนยาวได้ง่ายแน่นอน

 

Categories
ดูแลร่างกาย

ดูแล สุขภาพผู้สูงวัย ให้ห่างไกลจากโควิด

ดูแล สุขภาพผู้สูงวัย ให้ห่างไกลจากโควิด
ดูแล สุขภาพผู้สูงวัย ให้ห่างไกลจากโควิด

ปัจจุบันอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสยังมีอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณผู้ติดเชื้อก็เริ่มน้อยลงแล้ว นั่นก็ไม่ได้หมายความกว่าเราจะปล่อยปะละเลยการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ สุขภาพของผู้สูงวัย เพราะมีโอกาสในการรักษาที่ค่อนข้างยาก หากติดเชื้อ เนื่องจากสุขภาพเริ่มอ่อนแล้วนั่นเอง 

วิธีดูแล สุขภาพผู้สูงวัย ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด

จากข้อมูลโดย ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากหลายสำนัก ต่างระบุว่าถึงกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อ โรคโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ นั่นก็คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสและมีอาการรุนแรงถึงขั้น เสียชีวิต ได้ ถึงแม้ว่าสุขภาพโดยรวมของบุคคลนั้นๆ จะแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็ตาม ยิ่งหากเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งในข้อสังเกตก็คือ อาจมาจากระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ต่ำลงตามวัยนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่ากลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเป็นบุคคลวัยไหนมากที่สุด ต่อไปคือการหาวิธีในการดูแล สุขภาพผู้สูงวัย โดยวันนี้เรามีคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยในบ้านของทุกคนไปพร้อมกัน ดังนี้ 

  1. ให้ผู้สูงอายุล้างมือ หรือล้างมือให้ผู้สูงอายุด้วยสบู่นาน 20 วินาที (เทียบเท่ากับการร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบ) หากไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ สามารถใช้เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ได้
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกับผู้สูงอายุ และไม่ให้ผู้สูงอายุไปสัมผัสมือ และร่างกายของคนอื่น
  3. ไม่พา หรือปล่อยให้ผู้สูงอายุไปรวมกลุ่ม ร่วมกิจกรรม หรือไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ
  4. ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้สูงอายุสัมผัสบ่อยๆ ทุกวัน (อาจจะวันละมากกว่า 1 ครั้ง)
  5. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้สูงอายุใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เป็นต้น
  6. งดกิจกรรมการเดินทางร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ เช่น ทัวร์เที่ยวต่างประเทศ ขึ้นเรือสำราญ เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนอื่นๆ หรือญาติต่างๆ ที่กำลังป่วย
  8. หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เช่น ไปซื้อของ เลือกไปที่ที่มีคนน้อยกว่า เช่น เลือกไปซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ มากกว่าไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนจำนวนมากให้ได้มากที่สุด
  9. หากมีโรคประจำตัวที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ลองสอบถามแพทย์ประจำตัวดูว่ามีความจำเป็นต้องไปหรือไม่ สามารถพูดคุยปรึกษาผ่านวิดีโอคอลได้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งการสั่งจ่ายยาออนไลน์โดยส่งยามาให้ที่บ้าน หรือให้ผู้ป่วยรับยาได้เองที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาล รวมถึงสอบถามแพทย์ด้วยว่าสามารถซื้อยามาเก็บตุนไว้โดยไม่ต้องออกไปซื้อยาบ่อยๆ เหมือนเดิมได้หรือไม่
  10. ระมัดระวังในการปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวด้วย แม้ว่าจะปลอดภัย แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ คนในครอบครัวยังต้องดูแลเอาใจใส่ พูดคุย หรือใครที่อยู่ห่างไกลจากผู้สูงอายุที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ยังควรโทรหา หรือวิดีโอคอลถามสารทุกข์สุกดิบบ้าง

คำแนะนำอื่นๆ ที่ผู้สูงวัยควรปฏิบัติ

คำแนะนำอื่นๆ ที่ผู้สูงวัยควรปฏิบัติตาม เพื่อเป็นการดูแล สุขภาพผู้สูงวัย ในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อของ โรคโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ดังนี้

  1. เตือนให้ผู้สูงอายุอย่าลืมทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำแม้ว่าจะอยู่คนเดียว หรือไม่ได้เจอเพื่อน เช่น หากเคยทำอาหาร รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน หรือทำกายบริหารเบาๆ ก็ควรยังทำอยู่ต่อไป อย่าขาด
  2. หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบติดต่อลูกหลานทันที โดยลูกหลานอาจตั้งเบอร์โทรด่วน (เช่น กด 1 ค้าง) แล้วโทรเข้าเบอร์ลูกหลานทันทีเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้เป็นเวลานานหลาวันอาจยากต่อการรักษา และทำให้ เสียชีวิต ได้ในที่สุด 
Categories
ดูแลร่างกาย

สูตรไม่ลับ แก้ปัญหาต้นขาใหญ่

สูตรลดน้ำหนัก
สูตรลดน้ำหนัก

สาวคนไหนที่มีปัญหาเรื่องต้นขาใหญ่ ทั้งไขมันส่วนเกิน ขาดูไม่สมส่วนกับช่วงตัวบน รวมถึงปัญหาเซลลูไลต์ และการที่ไขมันมาจับตัวกันเป็นก้อนบ้าง เชื่อว่าสาวๆ หลายๆ คนก็คงจะรู้สึกไม่มั่นใจเวลาที่ต้องใส่กางเกงรัดรูป หรือกระโปรงขาสั้น ที่จะทำให้เห็นสัดส่วนบริเวณต้นขาอย่างชัดเจน เราขอแนะนำสูตรไม่ลับ แก้ปัญหาต้นขาใหญ่ มีสูรอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

4 สูตร แก้ปัญหาต้นขาใหญ่

มารู้จักกับ  4 สูตรสครับ เพื่อช่วย แก้ปัญหาต้นขาใหญ่ กันเถอะ

1.สูตรผงกาแฟ/ น้ำตาล/ น้ำมันมะพร้าว/ อบเชย
เพียงแค่ผสมผงกาแฟ 1 ถ้วย น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำมันมะพร้าว 1/2 ถ้วย และผงอบเชยเล็กน้อยเข้าด้วยกัน ผงกาแฟและน้ำตาลจะทำหน้าที่เป็นสครับที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้สลายออกไปจากต้นขาได้ ส่วนน้ำมันมะพร้าวนั้นจะช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นขาดูเล็กลง อบเชยก็จะช่วยเพิ่มกลิ่นตัวให้หอม ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เป็นลดต้นขาที่สามารถทำได้ง่ายๆ

2.สูตรมิ้นท์/ น้ำตาล/ น้ำมันมะพร้าว
สูตรนี้ต่างกับสูตรแรก เพียงแค่การนำสาระแหน่หรือมินท์มาเป็นส่วนผสมหลักเท่านั้น เพียงแค่ใช้น้ำตาล 2 ถ้วย ใบสาระแหน่ยีให้แหลก 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันมะพร้าว 1/2 ถ้วย (ใครชอบสีเขียว อาจเติมสีผสมอาหารลงไปเล็กน้อยได้) นอกจากน้ำตาลจะทำหน้าที่กำจัดเซลลูไลท์ออกแล้ว น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากกว่าเดิม ส่วนมิ้นท์จะช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย และช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงสามารถสลายไขมันได้เป็นอย่างดี

3.สูตรขิง/ ผิวมะนาว/ เกลือทะเล
นำขิง 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับ ผิวมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือทะเลทุบให้เล็ก 1/2 ถ้วย เกลือจะทำหน้าที่เป็นสครับในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากการหมักหมมบริเวณต้นขา ส่วนผิวมะนาวจะช่วยรักษาปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอดให้ดียิ่งขึ้น ขิงมีฤทธิ์ร้อน จึงช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันบริเวณต้นขามากกว่าเดิม ใช้เป็น สูตรลดน้ำหนัก ได้ด้วย

4.สูตรมิ้นท์/ น้ำมันมะกอก/ แตงกวา/ น้ำตาล
นำใบสาระแหน่ หรือใบมิ้นท์ยีให้แหลก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 2 ถ้วย แตงกวา 1 ลูก และน้ำมันมะกอกตามชอบมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาสครับบริเวณต้นขา น้ำมันมะกอกและมิ้นท์จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ไขมันมีการเผาผลาญตัวเองได้อย่างดีขึ้น ส่วนแตงกวาจะช่วยเติมผิวให้กับน้ำ และลดเลือนจุดด่างดำ รวมทั้งเส้นเลือดขอดด้วย

เลือกอย่างไรจากสูตรดังกล่าว

เมื่อเรารู้ สูตรสครับ ในการ แก้ปัญหาต้นขาใหญ่ แล้ว ต่อไปเราต้องเลือกสูตรนั้นให้เหมาะสมกับเราด้วย อาจจะเป็นเรื่องของความสะดวกนการหาวัตถุดิบมาผสมจนกลายเป็น สูตรลดน้ำหนัก
เพื่อให้เรามีสัดส่วนที่สวยงาม อย่างเหมาะสมกับงบประมาณและวัตถุดิบอีกด้วย

Categories
ดูแลร่างกาย

อาหารบำรุงฟัน เพิ่มความมั่นใจในการยิ้ม

อาหารบำรุงฟัน เพิ่มความมั่นใจในการยิ้ม
อาหารบำรุงฟัน เพิ่มความมั่นใจในการยิ้ม

เชื่อว่าหลายคนคงกังวล เวลาที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก และเกิดความไม่มั่นใจเกี่ยวกับสุขภาพฟันกันใช่ไหมคะ
ดังนั้นการดูแลช่องปากให้มีสุขภาพดีจึงสำคัญเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทราบถึง อาหารบำรุงฟัน
ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถนำมาประยุกต์ในการประกอบอาหารเพื่อรับประทาน มาดูกันเลยค่ะ

อาหารบำรุงฟัน มีอะไรบ้าง

อาหารบำรุงฟัน ที่จะแนะนำต่อไปนี้ บอกเลยว่าทุกท่านสามารถหารับประทานได้ง่ายมากๆ มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ

  1. นม
    นม เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ซึ่งนมไม่เพียงแต่ดูแลสุขภาะของฟันให้แข็งแรงเท่านั้น เพราะนมยังช่วยเคลือบฟัน โดยทำหน้าที่ผลิตแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพฟันมาทดแทนส่วนทีแบคทีเรียทำลายไปนั่นเองค่ะ
  2. ชาเขียว และ ชาดำ
    เอาใจเหล่ามนุษย์ผู้ชื่นชอบการดื่มชา หากใครที่ไม่ชอบการดื่มนม หรือดื่มนมเบื่อแล้ว ลองมาดื่มชาดูบ้าง เพราะชาเขียว และชาดำนั้น มีโพีฟีนอล ที่เป็นสารคอยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการป้องกันฟันผุ ทั้งนี้ยังสามารถระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น
  3. ถั่วเปลือกแข็ง
    โดยทั่วไปแล้ว ถั่วจะมีสากำจัดแบคทีเรียได้ดีมาก และมีสารกระตุ้นน้ำลาย อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ที่หลากหลาย รวมทั้งโพแทสเซียม และซิงค์อีกด้วย
  4. ชีส
    ชีส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนม จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่จะมีแคลเซียมสูง นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียบางตัวที่ติดมากับชีสมีส่วนช่วยป้องกันฟันผุ แต่ควรเลือกชีสชนิดอื่นที่ไม่ใช่ชีสที่ผ่านการแปรรูป เช่น ชีสสดีป ชีสสเปรย์ ซึ่งเป็นตัวทำลายเคลือบฟัน จึงนำไปสู่สาเหตุของฟันผุได้
  5. ผักดิบ
    การเคี้ยวผักดิบ เช่น แครอท หรือ ขึ้นฉ่าย จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับเหงือก และเป็นผลดีต่อสุขภาพฟัน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนท ที่เป็นส่วนประกอบหลักของการสร้างวิตามินเอ ในการทำให้ฟันแข็งแรงอีกด้วย

อาหารบำรุงสุขภาพช่องปากอื่นๆ

โยเกิร์ต มีประโยชน์เฉพาะแค่ช่วยบำรุงผิวพรรณ คุมน้ำหนัก แต่ความจริงแล้ว หากกินโยเกิร์ตเป็นประจำ ก็จะถือว่าเป็น อาหารบำรุงฟัน ที่ดีเลยทีเดียว เพราะโยเกิร์ตช่วยลดการอักเสบของเหงือกและ เนื้อเยื่อในช่องปากได้ ในโยเกิร์ตมีสารอาหารสำคัญที่ชื่อ โพรไบโอติก (Probiobic) โดยแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ จากหนังสือรู้คุณรู้โทษโภชนาการ สำนักพิมพ์ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) ระบุว่า โยเกิร์ตเป็นแหล่ง แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ทั้งยังมีโปรตีนและวิตามินบี โดยเฉพาะบี2 ซึ่งจำเป็น ต่อร่างกายในการดูดซึมพลังงาน และวิตามินบี12 ช่วยในการบำรุงระบบประสาท นอกจากนี้ยังช่วยลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

Categories
ดูแลร่างกาย

รักแร้ดำ ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ

รักแร้ดำ
รักแร้ดำ

รักแร้ดำ ซึ่งหลายคนคงสงสัยกันว่าปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร บอกเลยว่าหากคุณอ่านบทความนี้ จะคลายปัญหา และทราบวิธีแก้ไขได้แน่นอน

สาเหตุที่ทำให้ รักแร้ดำ

รักแร้ดำ เกิดจากหลายสาเหตุ วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับสาเหตุของการทำให้รักแร้เราดำ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  1. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน
    การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เกิด ปัญหารักแร้ มีลักษณะดำสำหรับในคนบางกลุ่ม เช่น คนท้อง เราจะสังเกตได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวจนทำให้รักแร้เกิดความดำขึ้น รวมถึงข้อศอก ขาหนีบ เข่าก็ยังดำตามไปด้วย นี่คือการเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญของการเกิดปัญหานั่นเอง

  2. การแพ้ของสารเคมีบางชนิดในโรลออน
    โรลออน เป็นตัวช่วยสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัว หรือเกิดความไม่มั่นใจ แต่เมื่อเกิดการแพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นอย่างโรลออน ก็จะทำให้เกิดปัญหาที่บริเวณ ผิวใต้วงแขน นั้นเกิดความหมองคล้ำ

  3. เกิดจากความอ้วน หรือโรคบางชนิด
    ความอ้วน หรือโรคบางชนิด ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการทำให้รักแร้มีความดำคล้ำ เนื่องจากเกิดการเสียดสีของผิวหนังในบริเวณซอกหลืบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ซอกคอ ซอกขาหนีบ รักแร้ รวมไปถึงรอยพับอื่นๆ ทั่วร่างกาย นอกจากนี้คนที่อ้วนมากๆ จนกลายเป็นโรคหลายอย่างตามมา เช่น โรคเบาหวานนั้นอาจจะทำให้ผิวหนังบางส่วนหนาและมีความคล้ำมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน

วิธีแก้ไขปัญหานี้

การแก้ไขปัญหา รักแร้ดำ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  1. แก้ไข ปัญหารักแร้ ด้วยการทำเลเซอร์
    ปัจจุบันนี้ การทำเลเซอร์มีเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้ไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนเมื่อก่อนที่อาจใช้เวลาเป็นปีๆ โดยสามารถทำเลเซอร์ควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์ที่สามารถเห็นผลลัพธ์ว่าวงแขนขาวขึ้นได้ภายในสามเดือน แต่วิธีนี้อาจจะต้องใช้งบประมาณที่มาก หรือทำให้เสียเงินแพงนั่นเอง
  2. ทำการสครับผิวใต้วงแขนเป็นประจำ
    การสครับจะทำให้ ผิวใต้วงแขน ดูขาวขึ้น เพราะผิวหนังใต้วงแขนก็มีเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพจนบางครั้งอาจเกิดการสะสมของเสียและทำให้เกิดความหมองคล้ำได้ ดังนั้นการสครับผิวจะช่วยทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวเก่า และเผยผิวใหม่ที่ดูกระจ่างใส และวิธีนี้ก็ใช้งบประมาณไม่เยอะอีกด้วย เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ถือคติ งบน้อยก็สวยได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ

Categories
ดูแลร่างกาย

รู้หรือไม่ มะนาวบำรุงเล็บ ได้?

ดูแลเล็บด้วยมะนาว
ดูแลเล็บด้วยมะนาว

มะนาว แหล่งรวมวิตามินซีสูง ช่วยในการรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิด ช่วยบรรเทาอาการไอและขับเสมหะ บรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ ลดอาการเหงือกบวม ช่วยขับพยาธิและรักษาอาการท้องผูก ท้องอืด ปวดท้อง ท้องแน่น ท้องเฟ้อ รักษาอาการโรคกระเพาะ ท้องร่วง เป็นต้น แต่อีกประโยชน์ของมะนาวที่ช่วย ฟื้นฟูดูแลส่วนประกอบร่างกายอย่างเล็บได้อีกด้วย มาดูกันเลยว่า มะนาวบำรุงเล็บ ทำได้อย่างไร

วิธีใช้ มะนาวบำรุงเล็บ สามารถทำได้อย่างไร

นอกจากมะนาวจะมีประโยชน์ในการต้านทานโรค หรือ อาการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว มะนาวยังสามารถเป็นตัวช่วยเรื่องพรรณให้มีความงดงามนุ่มเนียน ผุดผ่อง ไม่หยาบ
กร้าน หรือไม่เป็นมันเยิ้มจนเกินไป และไม่แตกเป็นขุยๆ แล้วนั้น มะนาวบำรุงเล็บ ได้อีกด้วย
โดยเฉพาะใช้ในการ ดูแลเล็บเท้า เพราะมะนาวสามารถบำรุงได้เป็นอย่างดีด้วย
เพราะการบำรุงเล็บเท้าที่แท้จริงคือการบำรุงโดยใช้วิตามินแก่เล็บเท้า เพื่อให้มีความทนทานแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย และมีความเป็นเงางาม แม้จะไม่ได้ทาสีเคลือบเล็บแต่อย่างใด
สุขภาพของเล็บ ที่ดี คือ เล็บที่แข็งแรงมีความเป็นเงางาม ไม่เปื่อยยุ่ยหรือแตกหักง่ายและไม่ดู แข็งกร้าวเปราะแตกง่าย ควรบำรุงนิ้วเท้า และเล็บเท้าทุกๆ สัปดาห์ โดยอาจจะเป็นการบำรุงในวันหยุด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็ได้ สำหรับขั้นตอนเตรียมการบำรุงเล็บเท้าด้วยมะนาว มีดังนี้

  1. เตรียมน้ำอุ่นและแช่เท้าของคุณในน้ำอุ่นในอ่างเล็กๆ
    ประมาณ 2-3 นาที
    ใช้เผ้าขนหนูนุ่มๆ ซับน้ำบนเท้าให้แห้งสนิท
  2. เตรียมมะนาวสักเสี้ยวใหญ่ๆ หรือ 1-2 ลูก ไม่ต้องบีบน้ำออก
  3. ใช้มะนาวนั้นถูๆ ทาให้ทั่วนิ้วเท้า และช่วงเล็บ ทั้ง 10 นิ้วเท้า
  4. ให้ทาถูจนกว่าน้ำมะนาวจะหมดไป จากนั้นยังคงใช้เปลือก มะนาวที่หมดน้ำแล้ว หรือยังชุ่มน้ำอยู่เล็กน้อยถูๆ ทาๆ ขัดนิ้วเท้า และเล็บให้ทั่วๆ
  5. สำหรับสูตรบำรุงเล็บ และนิ้วเท้านี้จะต้องทำในช่วงที่นิ้ว
    เท้า และผิวหนังในบริเวณนั้นไม่มีบาดแผลใดๆ ที่จะทำให้เกิดการ
    แสบจากฤทธิ์ของน้ำมะนาวได้
  6. เมื่อขัดถูเล็บเท้าทั้ง 10 แล้วให้ปล่อยทิ้งนานสัก 15 นาทีค่อยชำระล้างทำความสะอาดออกด้วยน้ำอุ่นๆ

เล็บสวย ง่ายๆ ประหยัดงบ

สาวๆ ทั้งหลายปรารถนาให้มือและเล็บของเรานั้นสะอาดและดูสวยงามอยู่ตลอดเวลา แต่จะเข้าร้านเสริมความงามเพื่อทำสปาเล็บในทุกๆ สัปดาห์ ก็คงเป็นอะไรที่สิ้นเปลืองจนเกินไป ลองใช้วัตถุดิบราคาถูก หรือบางบ้านอาจจะมีปลูกไว้ด้วยซ้ำ นั่นก็คือ มะนาว ซึ่ง มะนาวบำรุงเล็บ ได้เป็นอย่างดี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นควร ดูแลเล็บเท้า เพื่อ สุขภาพของเล็บ ที่ดี กันนะคะ