Categories
เกร็ดความรู้

ความดันต่ำ คืออะไร

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง

ความดันต่ำ เป็นภาวะความดันเลือดในหลอดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ หรือ มีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ในผู้ใหญ่ ภาวะความดันโลหิตต่ำยังแบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะในแต่ละช่วงเวลาที่ค่าความดันโลหิตลดลง เช่น ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า จะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางอย่างทันทีทันใดจากการนั่งหรือนอนมาลุกขึ้นยืน หรือจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง ความดันโลหิตต่ำหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ความดันโลหิตต่ำขณะยืนเป็นเวลานาน หรือความดันโลหิตต่ำรุนแรงจนนำไปสู่อาการช็อก เป็นต้น

อาการของ ความดันต่ำ

อาการของภาวะ ความดันต่ำ โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำก็มักไม่มีอาการเช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูง อาการที่มักพบ เช่น จะรู้สึก เวียนศีรษะ ง่าย หรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากท่าหนึ่งไปเป็นอีกท่าหนึ่ง และมักจะ รู้สึกอ่อนเพลียง่าย บางคนที่มีอาการของโรคความดันโลหิตต่ำมาก ก็อาจถึงขั้นเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปเลยก็มีนะ อาการโดยสรุป มีดังนี้

  1. หน้ามืด เป็นลม
  2. ทรงตัวไม่อยู่
  3. มองเห็นภาพไม่ชัด
  4. ใจสั่น ใจเต้นแรง
  5. อาการมึนงง สับสน
  6. คลื่นไส้
  7. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  8. หายใจตื้นและถี่
  9. กระหายน้ำ
  10. ตัวเย็น ผิวซีด หนาวสั่น

ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเป็นชั่วคราว สามารถรักษาได้ด้วยตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก หรือ ไม่มีอาการที่แสดงออกมาเล็กน้อย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ หยุดทำกิจกรรมในขณะนั้น ค่อยๆ นั่งพักหรือนอนลงชั่วครู่ แต่หากเป็นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ 

การตรวจความดันโลหิตต่ำ

การตวจภาวะ ความดันต่ำ เมื่อคุณเริ่มมีอาการวิง เวียนศีรษะ ง่าย และมักจะ รู้สึกอ่อนเพลีย ง่าย แพทย์จะทำการตรวจได้ดังนี้

  1. การตรวจเลือด เป็นการเก็บตัวอย่างเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ทราบข้อมูลหลายส่วนในเลือด รวมไปถึงโรคโลหิตจาง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตต่ำ
  2. การตรวจระบบประสาท แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนลงบนโต๊ะตรวจเฉพาะที่ออกแบบให้สามารถปรับระดับความลาดเอียงได้ เพื่อตรวจดูค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยในขณะที่เปลี่ยนแปลงท่าทาง
  3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เป็นการตรวจดูการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย เนื่องจากความผิดปกติของหัวใจบางอย่างสามารถตรวจพบได้ง่ายเมื่อหัวใจทำงานหนักและมีการสูบฉีดมากขึ้น ซึ่งโดนกระตุ้นจากการออกกำลังกาย
  4. การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติ เป็นการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงจังหวะการเต้นของหัวใจในขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เพื่อวัดค่าความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในขณะผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ หรือจุ่มมือลงในน้ำเย็นจัด
  5. การตรวจปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง แพทย์จะให้ผู้ป่วยเก็บปัสสาวะตลอดในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงลงในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ให้ก่อนนำกลับมาส่งคืนให้แพทย์ เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 
Categories
เกร็ดความรู้

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ เลือดจาง

เกร็ดความรู้
เกร็ดความรู้

เลือดจาง หรือ ภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้นำออกซิเจนลำเลียงไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ นั้นมีปริมาณน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวซีด หรือ ผิวเหลือง เป็นต้น ด้วยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้นนั่นเองค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ เลือดจาง

โดยปกติแล้ว ภายในเม็ดเลือดแดงเราจะมี ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นส่วนประกอบหลักของเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย แต่หากร่างกายของเรามีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยลง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนเกิดความผิดปกติในการทำงานตามมา โดยมีสาเหตุจากหลายประการ ดังนี้

  1. การเสียเลือด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในภาวะ เลือดจาง อันเนื่องมาจากการเสียเลือดออกจากร่างกายทางใดทางหนึ่ง เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตรและการแท้งบุตร การตกเลือด เป็นต้น หรือ เป็นการเสียเลือดทีละน้อยที่เรียกว่า เสียเลือดแบบเรื้อรังจากหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือดจากการมีประจำเดือน เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการเสียเลือดอย่างโรคริดสีดวงทวารหรือโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดอาการ ขาดธาตุเหล็ก ตามมาภายหลังก็สามารถเป็นไปได้
  2. การทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อหรือโรคในกลุ่มที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น ม้ามเกิดการขยายหรือโตขึ้น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemias) รูปร่างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ (Sickle Cell Anemia) การขาดเอนไซม์และยาบางชนิด ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สาเหตุอื่นๆ  

ภาวะ เลือดจาง อาจเกิดจากการสร้างเม็ดเลือดแดงที่มี ฮีโมโกลบิน น้อยลง ดังนี้

  1. การขาดสารอาหาร เนืองมาจากการทานอาหารที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะ วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จําเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การ ขาดธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยทั่วไปในภาวะโลหิตจาง
  2. ฮอร์โมน ภายในเลือดจะมีฮอร์โมนที่ชื่อว่า อิริโธรโพอิติน (Erythropoietin) เมื่อร่างกายมีฮอร์โมนชนิดนี้ต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
  3. ภาวะโรคเรื้อรัง โรคเรื้อรัง หรือ การรักษาโรคเรื้อรังบางโรคจะส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยการทำลายไขกระดูก เช่น โรคมะเร็งบางชนิด การติดเชื้อ HIV เป็นต้น
  4. การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดขึ้นได้กับหญิงตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากการขาดสารอาหารประเภทธาตุเหล็กและกรดโฟลิก
  5. โรคเกี่ยวกับไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก หรือการติดเชื้อในไขกระดูก จะส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นกัน