Categories
เกร็ดความรู้

ถนอมสายตา ให้มีประสิทธิภาพที่ดี

วิธีดูแลสายตา-ให้แข็งแรงและสดใสอยู่เสมอ
วิธีดูแลสายตา-ให้แข็งแรงและสดใสอยู่เสมอ
ถนอมสายตา เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าและเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลเป็นพิเศษ อย่างถูกวิธีจะช่วยให้สายตาแข็งแรง และสดใส ด้วยเคล็บลับต่างๆ ดังนี้

วิธี ถนอมสายตา ง่ายๆ ดังนี้

การดูแล ถนอมสายตา สามารถทำได้ ดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน
    ซึ่งแหล่งสารอาหารที่ดีต่อ สุขภาพดวงตา เช่น ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก ธัญพืช ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท เป็นต้น
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมี ปัญหาสายตา ในอนาคต
  3. ดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด
    ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age-Related Macular Degeneration: AMD) และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ 
  4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
    การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตาและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุได้
  5. ปกป้องดวงตาจากแสงแดด
    แสงแดดสามารถทำร้ายดวงตาได้เช่นเดียวกับผิวหนังของเรา และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหรืออยู่กลางแจ้งจึงไม่ควรปล่อยให้สายตาโดนแสงแดดโดยตรง
  6. พักสายตาจากหน้าจอ
    การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็นได้ชัดเจนไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อย ๆ ลุกไปเดิน แต่ไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือถืออุปกรณ์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี นั่งในท่าที่ถูกต้อง และกะระยะคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว

วิตามิน และเกลือแร่บำรุงสายตา

การได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างครบถ้วน อาจจะช่วยให้การทำงานของดวงตาเป็นไปตามปกติป้องกัน ปัญหาสายตา ป้องกันการเกิดโรคของดวงตา เพื่อให้ สุขภาพดวงตา ป็นไปในทางที่ดี และ ถนอมสายตา ได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ มีดังนี้

  1. วิตามินเอ ช่วยบำรุงจอตาหรือจอประสาทตาให้ทำงานเป็นปกติ มีสุขภาพดี สามารถผลิตน้ำตาที่ใช้หล่อลื่นภายในดวงตาให้ชุ่มชื้น และช่วยยับยั้งโรคทางสายตาอื่นๆ
  2. วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) จะช่วยควบคุมปฏิกิริยาทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ และการรีดักชัน (Reduction) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงช่วยรักษาระดับของวิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 ให้เพียงพอ การขาดวิตามินบี 2 จะทำให้เกิดโรคต้อกระจกและผิวหนังเปลี่ยนแปลงไป 
  3. วิตามินซี มีความสำคัญหลายอย่างต่อร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก และกล้ามเนื้อ รวมไปถึงอาจลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก หรือโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ 
  4. วิตามินดี ส่วนใหญ่ได้มาจากการเปลี่ยนสารคอเลสเตอรอลใต้ผิวหนังที่ชื่อว่า 7-dehydrocholesterol ให้กลายเป็นวิตามินดีเมื่อผิวหนังโดนแสงแดด ซึ่งวิตามินดีมีส่วนช่วยในกระบวนการสำคัญหลายอย่างของร่างกาย หากร่างกายขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดโรคต้อกระจก อาการตาแดง (Pinkeye) โรคกระจกตาย้วยหรือโป่งพอง (Keratoconus)
  5. วิตามินอี สามารถพบได้ในกระจกตาและเลนส์แก้วตาเช่นเดียวกับวิตามินซี ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคต้อกระจก โรคจอตาเสื่อม และช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
  6. เกลือแร่และแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อดวงตาและเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคทางดวงตา เช่น สังกะสี (Zinc) พบมากในชีส โยเกิร์ต เนื้อสัตว์สีแดง อาหารบางชนิดที่มีการเติมสังกะสีเสริมลงไป 

 

Categories
เกร็ดความรู้

ตาเขม่น สัญญาอันตรายของปัญหาสุขภาพ

ตาเขม่น
ตาเขม่น

เราคงเคยได้ยินความเชื่อเรื่อง ตาเขม่น กันใช่ไหมคะ ซึ่งความเชื่อนั้นก็มีมากมาย บ้างเชื่อว่า “ถ้าเขม่นด้านขวา จะมีเรื่องราวไม่ดีเกิดขึ้น” แต่ “ถ้าเขม่นด้านซ้าย จะมีเรื่องราวดีๆ” นั่นก็ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ประเด็นที่เราจะมากล่าวกันในวันนี้ จะเรื่องของสุขภาพที่เกี่ยวกับการเขม่นของตานั่นเองค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ ตาเขม่น

ตาเขม่น เป็นอาการที่มีการกระตุกเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตา ซึ่งเป็นได้ทั้งเปลือกตาล่างและเปลือกตาบน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นที่เปลือกตาด้านบน โดยปกติการกระตุกเกร็งของเปลือกตานั้นจะไม่รุนแรงเท่าไหร่ ซึ่งอาการ ตากระตุก ส่วนใหญ่เกิดจากการนำไฟฟ้าของกระแสประสาทจากสมองมาที่กล้ามเนื้อเปลือกตา ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า อาการนี้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่ก็มีสาเหตุร่วมที่สามารถอธิบายได้ ดังนี้

  1. เกิดจากภาวะเครียด
    หากเกิดความเครียด ร่างกายจะตอบสนอง เนื่องจากความเครียดมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางตัว ซึ่งฮอร์โมนเองก็ส่งผลต่อกล้ามเนื้อได้โดยตรงนั่นเอง
  2. การนอนหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
    บางคนกลับใช้เวลากลางคืนในการทำงาน หรืออ่านหนังสือ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อตาต้องใช้งานมากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้า และทำให้เปลือกตากระตุก
  3. เกิดจากภาวะตาแห้ง
    หากมีอาการตาแห้ง ก็จะทำให้เกิดอาการกระตุกตามมา
  4. ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด
    การที่ร่างกายได้รับวิตามินไม่เพียงพอ เช่น วิตามินบี 12 ก็จะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทมีปัญหาและเกิดอาการกระตุกขึ้นนั่นเอง
  5. การกระตุกสามารถเกิดจากโรคภูมิแพ้ได้
    เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องต่อการเกิดอาการตาแห้ง และคันได้ ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลกระตุ้นต่อการเกิดอาการตากระตุกได้

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการกระตุก

วิธีป้องกันปัญหา ตาเขม่น หรือ ตากระตุก นั้นไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลแบบตายตัว เพราะหลายครั้งอาการกระตุกมักเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ทันตัว แต่ก็สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง หรือสามารถรักษาตนเองจากอาการกระตุกได้ ดังนี้

  1. เมื่อเกิดอาการตากระตุก การเลือกประคบร้อนและประคบเย็นสามารถที่จะช่วยบรรเทาอาการตากระตุกได้ ใช้ระยะเวลาเพียง 10 นาที
  2. นวดบริเวณตา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยใช้การนวดกดจุดบริเวณรอบดวงตา
  3. หาก นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ควรปรับเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  4. พยายามกำจัดความเครียด โดยใช้กิจกรรมผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ ดูรายการบันเทิง เป็นต้น

อาการกระตุกกของตา แม้จะไม่ใช่อาการที่ไม่อันตราย แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่มีปัญหานี้ได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการกระตุก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการดังกล่าวค่ะ

 

Categories
เกร็ดความรู้

การ ดูแลสายตา ให้ไม่เป็นคนสายตาเสีย

ดูแลสายตาถนอมสายตา
ดูแลสายตาถนอมสายตา

ตาของคนเรามีความละเอียดอ่อนและต้องการดูแล ในการดำเนินชีวิตประจำวันมีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ที่ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าและเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย การ ดูแลสายตา อย่างถูกวิธีจะช่วยถนอมสายตาให้แข็งแรงและสดใสอยู่กับคุณไปนานเท่านานด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ต่อไปนี้

วิธี ดูแลสายตา ให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพสายตาที่ดี

หากคุณเป็นผู้ที่ทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันส่งผลเสียต่อสายตา เรามีวิธี ดูแลสายตา มาแนะนำค่ะ มีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

  1. หากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ พักสายตา หน้าคอมพ์ ทุกๆ 1 ชั่วโมง หลังจากทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เราควรพักสายตาบ้าง อาจะเป็นการเดินออกไปพักสายตา หรือหลับตาหน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 5-10 นาที
  2. หยอดน้ำตาเทียม เนื่องจากเราจ้องเพ่งคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้อัตราการกระพริบตาเราลดง ส่งผลให้ตาเราแห้ง ควรหยอดน้ำตาเทียม วันละ 6-7 ครั้ง ทุกๆ 4 ชั่วโมง
  3. ปรับขนาดตัวหนังสือของระบบคอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสมกับการมองเห็นของดวงตาของเรา เพื่อที่ดวงตาจะได้ไม่ต้องเพ่งจนมากเกินไป
  4. ปรับแสงจากจอคอม ที่จ้าเกินไปควรปรับลดลง แสงที่จ้าเกินไปมันจะทำให้สายตาทำงานหนัก
  5. ใส่แว่นกันรังสีจากคอมพิวเตอร์
  6. ใช้เจลประคบตา ร้อน-เย็น ช่วย ถนอมดวงตา และช่วยคลายเครียดได้ นอกจากนี้ยังลดรอยหมองคล้ำรอบขอบดวงตา เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้สายตามากเกินไปอีกด้วย
  7. ใช้ผ้าขนหนูนชุบน้ำอุ่นประคบตา เวลาตื่นเช้าและก่อนนอน ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ในอุณหภูมิประมาณ 40 องศา แล้วนำมาประคบบริเวณดวงตา  เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลาย บรรเทาความเหนื่อยล้าของดวงตา หลังจากที่ใช้สายตาอย่างหนักทั้งวัน

การออกกำลังกายตาก็ช่วยได้

หลายคนอาจสงสัยว่าตาของเรา สามารถออกกำลังกายได้ด้วยหรือ? บอกได้เลยว่าสามารถทำได้ ก็เหมือนๆ กับที่เราอยากมีหน้าท้องที่แข็งแรงก็ต้องซิทอัพใช่ไหมล่ะ ในการ ดูแลสายตา ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้ดวงตาคู่นี้แข็งแรงก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทำได้ง่ายๆ โดยการกรอกตาขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา สลับกันช้าๆ เซ็ตละ 6 ครั้ง รวมไปถึงกรอกตาวนซ้ายและวนขวาเซ็ตละ 10 ครั้ง  ทั้งหมดนี้ควรทำ 2 – 3 เซ็ตต่อวันก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้การที่เรามองออกไปที่ระยะ 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาทีทุกๆ 20 นาที ก็ถือว่าเป็นการ พักสายตา แถมยังช่วยลดอาการเมื่อยล้าของสายตา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีที่จะช่วย ถนอมดวงตา ได้อีกด้วยนะคะ หรือ การเลือกอาหารการกิน ก็มีส่วนช่วยให้การบำรุงและถนอมสายตาของคนเราได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น แซลมอน ทูน่า ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง มะม่วงสุกและมะละกอ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นการช่วยถนอมสายตาและอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้ดีที่สุดค่ะ

Categories
เกร็ดความรู้

ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย

ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย
ทริคง่ายๆ ผิวกระชับ เนียนสวย

หากจะพูดถึงเซลลูไลท์ สาวๆ คนไหนก็คงไม่โอเค เพราะเซลลูไลท์ หรือ ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย วันนี้เรามีทริคง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพื่อ ผิวกระชับ เนียนสวย มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง

วิธีปั้น ผิวกระชับ ง่ายๆ 

หากสาวๆ ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าโชว์เรือนร่าง ต้องคอยปกปิดเอาไว้อยู่ตลอดเวลา แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าคุณสามารถลดปริมาณเซลลูไลท์ได้ด้วยตัวเอง มาดูวิธี ผิวกระชับ กันเถอะ

4.ดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำสามาระกระชับผิวได้
น้ำเปล่าธรรมดาที่เราดื่มกันเป็นประจำ เป็นตัวช่วยที่ดีอย่างมากต่อการลดเซลลูไลท์ เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ผิวห่างไกลจากความหย่อนคล้อย ดังนั้น ลองเปลี่ยนจากน้ำอัดลม น้ำหวาน มาดื่มเป็นน้ำเปล่าให้มากๆ แทน ก็จะช่วยทำให้ ผิวพรรณอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน เมื่อผิวไม่แห้งกร้าน ก็จะทำให้เรือนร่างของคุณกระชับ และห่างไกลริ้่วรอยที่เกิดจากเซลลูไลท์ได้นั่นเอง

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย ถือเป็นทางลัดในการทำให้สาวๆ ที่ประสบปัญหาของผิวเปลือกส้ม และความหย่อนคล้อยจากเซลลูไลท์ เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ดีที่สุด โดยวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับการลดปริมาณเซลลูไลท์ก็คือ คาร์ดิโอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เดินเร็ว กระโดดเชือก ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน กิจกรรมเหล่านี้หากทำต่อเนื่องกันในระยะเวลาที่เหมาะสม วันละ 30-45 นาที ติดต่อกัน 3-4 วันต่อสัปดาห์ ก็จะทำให้เซลลูไลท์ที่คอยกวนใจลดลงไดh

2.ขัดผิว
ในขณะที่อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย ลองหมั่นหันมาขัดผิวบ้าง ก็ถือเป็นการช่วยลดปริมาณเซลลูไลท์ได้ เพราะการขัดผิวนั้นจะช่วยทำให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเลือดลมไหลเวียนสะดวก ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณต่างๆ ก็จะสลายลงไป โดยวิธีขัดผิวที่เหมาะสมก็คือ ใช้ สครับ ที่มีส่วนผสมของกากกาแฟผสมกับน้ำมันอุ่นๆ ขัดนวดบนเรือนร่างจากด้านล่างไล่ขึ้นมาด้านบน โดยทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

1.ดูแลผิวด้วยครีมบำรุง
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความเรียบเนียนให้กับผิวพรรณ ก็คือการใช้ครีมบำรุงมาเป็นตัวช่วย โดยสาวๆ ควรเลือกครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ให้ความชุ่มชื้น เพราะครีมบำรุงที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว จะช่วยทำให้ผิวพรรณที่มีความแห้งกร้าน แตกลายเป็นผิวเปลือกส้ม แลดูกระชับและเรียบเนียนขึ้นได้ซึ่งวิธีในการทาครีมที่ถูกต้องนั้น ควรทาครีมลงบนผิวและนวดไปด้วย การนวดผิวบริเวณนั้นจะช่วยทำให้เนื้อครีมซึมลงสู่ผิวง่ายขึ้น และทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยเผาผลาญไขมันในส่วนนั้นๆ ให้สลายลงไปได้ด้วย

ลองทำดูแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

 4 ทริค ผิวกระชับ ได้ง่ายๆ เพื่อเป็นการลดปริมาณเซลลูไลท์ บนเรือนร่างของสาวๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่สาวๆ มีวินัยในการบำรุงผิว หรือทำ สครับ อย่างเป็นประจำ และที่สำคัญ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ ผิวพรรณอิ่มน้ำ และให้ผิวแลดูเปล่งปลั่ง

Categories
เกร็ดความรู้

แชร์สูตรไม่ลับ น้ำมันมะกอกหมักผม

น้ำมันมะกอก-รักษาผมร่วง
น้ำมันมะกอก-รักษาผมร่วง

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นน้ำมันธรรมชาติที่เกิดจากการนำเอาผลมะกอกมาสกัดเอาน้ำมัน ซึ่งมากด้วย คุณสมบัติ, สรรพคุณ และประโยชน์ ปัจจุบันนิยมนำน้ำมะกอก มาประกอบอาหารเมนูต่างๆ ใช้ในงานด้านอุตสาหกรรม และใช้ในด้านความงามอย่างแพร่หลาย และวันนี้เราจะมาพูดในเรื่องของ ประโยชน์น้ำมันมะกอกหมักผม สำหรับความงามของเส้นผม

น้ำมันมะกอกหมักผม ทำอย่างไร

การนำน้ำมันมะกอกมาหมักผม เป็นวิธีที่สามารถทำได้กับผมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผมแห้ง ผมมัน หรือผมแตกปลาย ก็สามารถใช้ น้ำมันมะกอกหมักผม ได้ มาดูสูตรไม่ลับการใช้น้ำมันมะกอกหมักผมกันดีกว่า

  1. สูตรน้ำผึ้ง กับน้ำมันมะกอก
    ด้วยคุณสมบัติของน้ำผึ้ง ที่จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ในเส้นผม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ ฟื้นฟูผม ได้เร็ว และลดการแตกปลายของเส้นผมได้
    ส่วนผสม ได้แก่ น้ำมันมะกอก 3-4 ช้อนโต๊ะ และ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    วิธีทำก็ง่ายมาก โดยนำส่วนผสมทั้ง 2 อย่างผสมให้เข้ากันดี พักทิ้งไว้สักครู่ ระหว่างนี้ให้คุณไปสระผม เช็ดผมหรือเป่าด้วยไดร์ให้แห้ง จากนั้นชโลมส่วนผสมที่ทำไว้ลงบนศีรษะ นวดคลึงหนังศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นให้หมวกคลุมผมทิ้งไว้อีก 30-60 นาที แล้วสระผมให้สะอาด ตามด้วยครีมนวดผม
  1. สูตรน้ำมันมะกอก ผสมกับ อะโวคาโดหมักผม
    เนื่องจากอะโวคาโด อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเลอิก, โอเมก้า 3, สารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินเอ, วิตามินบี และ วิตามินอี สารเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเส้นผม หากนำมาผสมรวมกับน้ำมันมะกอก เพื่อหมักผม จะ ฟื้นฟูผม ได้ดีมากเลยทีเดียว
    ส่วนผสม ได้แก่อะโวคาโด 1 ผล และ น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ
    โดยนำอะโวคาโดขูดเอาเนื้อข้างใน ผสมกับน้ำมันมะกอก คลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อครีมข้นๆ พักทิ้งไว้ก่อน หลังจากนั้นให้คุณสระผมให้สะอาด เช็ดผมพอหมาด นำเนื้อครีมป้ายลงบนเส้นผม ใช้หวีซี่ห่างๆ หวีเบาๆให้ทั่วศีรษะ นำผ้าขนหนูชุบในน้ำอุ่น บิดพอหมาด พันรอบศีรษะคลุมไว้
    ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง จากนั้นตามด้วยครีมนวด และเป่าผมให้แห้งด้วยลมเย็น เปลี่ยนผมแห้งเสีย ชี้ฟู ให้นุ่มลื่น สลวย เงางาม และมีน้ำหนัก
  2. สูตรไข่ ผสมน้ำมันมะกอกหมักผม
    ด้วยประโยชน์ของไข่ที่เต็มไปด้วยสารอาหารบำรุง เปลี่ยนผมแห้งเสีย ที่ถูกทำลายจากความร้อน จากมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ เช่น ควัน ฝุ่นละออง เป็นต้น
    โดยไข่แดง จะมีกรดไขมันที่ช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่แห้งและเสื่อมสภาพ และไข่ขาวมีเอนไซม์ ช่วยกำจัดไขมันส่วนส่วนเกินบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะ
    ส่วนผสม ถ้าผมแห้งจะใช้เป็นไข่แดง ส่วนคนที่มีผมมัน หรือผมผสม จะใช้ไข่ขาว และพระเอกของเราคือ น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ที่สำคัญ ไข่มีกลิ่นคาว จึงควรนำน้ำมันหอมระเหย กลิ่นที่คุณชื่นชอบ 2-3 หยด นำมาใช้เพื่อดับกลิ่นคาวของไข่ค่ะ จากนั้นผสมส่วนผสมทั้งหมดลงในถ้วยผสม แล้วคนให้เข้ากัน แล้วชโลมเส้นผม ใช้หวีซี่ห่างๆ หวีเบาๆ เพื่อให้ทั่วศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น 

เตรียมพบกับผมสุขภาพดี นุ่มสลวย

หากคุณยังไม่เคยใช้สูตร น้ำมันมะกอกหมักผม แนะนำให้ลองสักสูตรดู แล้วคุณจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะ เปลี่ยนผมแห้งเสีย และ ช่วยฟื้นฟู สภาพผมให้กลับมาดูดีได้

 

Categories
เกร็ดความรู้

เคล็ดลับ สุขภาพดีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน

การออกกำลังกายที่บ้าน
การออกกำลังกายที่บ้าน

social distancing หรือ การรักษาระยะห่างทางสังคม ทำให้ทุกท่านต้องอยู่นที่พักอาศัยของตนเอง เพื่อป้องกันตัวเองจากชื้อไวรัสโควิด – 19 วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับเคล็ดลับ สุขภาพดีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน มีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

สุขภาพดีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน เริ่มจากเราเอง

 

หากคุณต้องทำงานจากที่บ้าน หรือไม่สามารถใช้เวลานอกบ้านได้เหมือนเคย พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เหมือนเดิม ตื่นตามเวลาปกติ และเอาเวลาที่เคยใช้สำหรับการเดินทางไปทำงาน ไปใช้สำหรับการออกกำลังกายที่บ้านแทน นั่นก็ถือเป็นเรื่องราวที่ดี เพราะ สุขภาพดีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน ซึ่งสามารถทำได้โดย

  1. กิจกรรมที่เป็น กิจวัตรประจำวัน การดื่มน้ำมะนาวครึ่งลูกผสมน้ำอุ่น เป็นสิ่งแรกในตอนเช้า เพราะ มะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซี จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน การกินผลไม้และผักสดให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะผลไม้จำพวกเบอร์รี่ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ช่วยให้คุณต่อสู้กับโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ รวมถึง การแช่น้ำอุ่น 20 นาทีก่อนนอน จะช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจสงบอีกด้วย
  2. การนอนอย่างมีคุณภาพ
    การนอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่ม คือ การอดอาหารเป็นระยะ หรือที่เรียกกันว่า Intermittent Fasting (IF) วิธีการคือ ภายใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง ให้ทานได้เฉพาะมื้อเช้า และมื้อกลางวัน จากนั้นเว้นช่วง ไม่รับประทานอาหารเลยเป็นเวลา 16 หรือ 18 ชั่วโมง อย่ากินอาหารก่อนนอน ซึ่งหากคุณหิว สามารถจิบน้ำมันสักเล็กน้อยแทน โดยอาจจะเป็นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันอื่นๆ ที่ดีต่อสุขภาพ การเข้านอนและนอนหลับแต่หัวค่ำเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืน เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้งหมดการเตรียมตัวก่อนนอน ให้ลองสร้างกิจวัตรยามเย็นก่อนเข้านอน ซึ่งอาจรวมถึงการนั่งสมาธิ สวดมนต์ เป็นต้น
  3. การ รักษาสุขภาพที่ดี ในระหว่างการกักตัว ได้แก่ การรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพเป็นมื้อเบาๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และปฏิบัติให้เป็นกิจวัตร โดยการรับประทานอาหารง่าย ๆ แบบเบา ๆ เนื่องจากการทำกิจกรรมต่างๆ จะลดลง เมื่ออยู่แต่ในบ้านเกือบทุกวัน ดังนั้น การกินอาหารที่หนักหรือมากเกินไป จะทำให้ระบบขับของเสียในร่างกายทำงานหนักเกินไป และส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง
  4. ดื่มน้ำประมาณ 2-3 ลิตร ต่อวัน หากเป็นน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น จะดีที่สุดสำหรับร่างกาย และพยายามหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลัง
  5. รออกกำลังกายเบาๆ โยคะ หรือไทเก็ก 45-60 นาที ทุกวัน

สิ่งสำคัญที่สุด คือ การอยู่บ้าน และรักษาสุขภาพให้ดี

เห็นไหมคะว่าการ รักษาสุขภาพที่ดี ไม่จำเป็นต้องไปออกกำลังที่ยิมเสมอไป เพราะ สุขภาพดีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน หากสังเกตที่ผู้เขียนได้เขียนไปนั้น ส้วนแต่เป็น กิจวัตรประจำวัน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า เราทุกคนสามารถปฏิบัติกันได้อย่างแนนอน

 

Categories
เกร็ดความรู้

ความดันต่ำ คืออะไร

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง

ความดันต่ำ เป็นภาวะความดันเลือดในหลอดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ หรือ มีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ในผู้ใหญ่ ภาวะความดันโลหิตต่ำยังแบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะในแต่ละช่วงเวลาที่ค่าความดันโลหิตลดลง เช่น ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า จะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางอย่างทันทีทันใดจากการนั่งหรือนอนมาลุกขึ้นยืน หรือจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง ความดันโลหิตต่ำหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ความดันโลหิตต่ำขณะยืนเป็นเวลานาน หรือความดันโลหิตต่ำรุนแรงจนนำไปสู่อาการช็อก เป็นต้น

อาการของ ความดันต่ำ

อาการของภาวะ ความดันต่ำ โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำก็มักไม่มีอาการเช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูง อาการที่มักพบ เช่น จะรู้สึก เวียนศีรษะ ง่าย หรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากท่าหนึ่งไปเป็นอีกท่าหนึ่ง และมักจะ รู้สึกอ่อนเพลียง่าย บางคนที่มีอาการของโรคความดันโลหิตต่ำมาก ก็อาจถึงขั้นเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปเลยก็มีนะ อาการโดยสรุป มีดังนี้

  1. หน้ามืด เป็นลม
  2. ทรงตัวไม่อยู่
  3. มองเห็นภาพไม่ชัด
  4. ใจสั่น ใจเต้นแรง
  5. อาการมึนงง สับสน
  6. คลื่นไส้
  7. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  8. หายใจตื้นและถี่
  9. กระหายน้ำ
  10. ตัวเย็น ผิวซีด หนาวสั่น

ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเป็นชั่วคราว สามารถรักษาได้ด้วยตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก หรือ ไม่มีอาการที่แสดงออกมาเล็กน้อย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ หยุดทำกิจกรรมในขณะนั้น ค่อยๆ นั่งพักหรือนอนลงชั่วครู่ แต่หากเป็นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ 

การตรวจความดันโลหิตต่ำ

การตวจภาวะ ความดันต่ำ เมื่อคุณเริ่มมีอาการวิง เวียนศีรษะ ง่าย และมักจะ รู้สึกอ่อนเพลีย ง่าย แพทย์จะทำการตรวจได้ดังนี้

  1. การตรวจเลือด เป็นการเก็บตัวอย่างเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ทราบข้อมูลหลายส่วนในเลือด รวมไปถึงโรคโลหิตจาง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตต่ำ
  2. การตรวจระบบประสาท แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนลงบนโต๊ะตรวจเฉพาะที่ออกแบบให้สามารถปรับระดับความลาดเอียงได้ เพื่อตรวจดูค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยในขณะที่เปลี่ยนแปลงท่าทาง
  3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เป็นการตรวจดูการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย เนื่องจากความผิดปกติของหัวใจบางอย่างสามารถตรวจพบได้ง่ายเมื่อหัวใจทำงานหนักและมีการสูบฉีดมากขึ้น ซึ่งโดนกระตุ้นจากการออกกำลังกาย
  4. การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติ เป็นการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงจังหวะการเต้นของหัวใจในขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เพื่อวัดค่าความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในขณะผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ หรือจุ่มมือลงในน้ำเย็นจัด
  5. การตรวจปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง แพทย์จะให้ผู้ป่วยเก็บปัสสาวะตลอดในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงลงในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ให้ก่อนนำกลับมาส่งคืนให้แพทย์ เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 
Categories
เกร็ดความรู้

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ เลือดจาง

เกร็ดความรู้
เกร็ดความรู้

เลือดจาง หรือ ภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้นำออกซิเจนลำเลียงไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ นั้นมีปริมาณน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวซีด หรือ ผิวเหลือง เป็นต้น ด้วยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้นนั่นเองค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ เลือดจาง

โดยปกติแล้ว ภายในเม็ดเลือดแดงเราจะมี ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นส่วนประกอบหลักของเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย แต่หากร่างกายของเรามีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยลง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนเกิดความผิดปกติในการทำงานตามมา โดยมีสาเหตุจากหลายประการ ดังนี้

  1. การเสียเลือด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในภาวะ เลือดจาง อันเนื่องมาจากการเสียเลือดออกจากร่างกายทางใดทางหนึ่ง เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตรและการแท้งบุตร การตกเลือด เป็นต้น หรือ เป็นการเสียเลือดทีละน้อยที่เรียกว่า เสียเลือดแบบเรื้อรังจากหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือดจากการมีประจำเดือน เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการเสียเลือดอย่างโรคริดสีดวงทวารหรือโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดอาการ ขาดธาตุเหล็ก ตามมาภายหลังก็สามารถเป็นไปได้
  2. การทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อหรือโรคในกลุ่มที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น ม้ามเกิดการขยายหรือโตขึ้น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemias) รูปร่างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ (Sickle Cell Anemia) การขาดเอนไซม์และยาบางชนิด ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สาเหตุอื่นๆ  

ภาวะ เลือดจาง อาจเกิดจากการสร้างเม็ดเลือดแดงที่มี ฮีโมโกลบิน น้อยลง ดังนี้

  1. การขาดสารอาหาร เนืองมาจากการทานอาหารที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะ วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จําเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การ ขาดธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยทั่วไปในภาวะโลหิตจาง
  2. ฮอร์โมน ภายในเลือดจะมีฮอร์โมนที่ชื่อว่า อิริโธรโพอิติน (Erythropoietin) เมื่อร่างกายมีฮอร์โมนชนิดนี้ต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
  3. ภาวะโรคเรื้อรัง โรคเรื้อรัง หรือ การรักษาโรคเรื้อรังบางโรคจะส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยการทำลายไขกระดูก เช่น โรคมะเร็งบางชนิด การติดเชื้อ HIV เป็นต้น
  4. การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดขึ้นได้กับหญิงตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากการขาดสารอาหารประเภทธาตุเหล็กและกรดโฟลิก
  5. โรคเกี่ยวกับไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก หรือการติดเชื้อในไขกระดูก จะส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นกัน